📑 สารบัญ (Table of Contents)

รายงานการวิเคราะห์เชิงลึก: วิวัฒนาการ มาตรฐาน และเทคโนโลยีของชุดป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) ในอุตสาหกรรมสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

บทนำ: พลวัตของชุดป้องกันอันตรายส่วนบุคคลในยุคปัจจุบัน

ชุดป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment หรือ PPE) ได้รับการพัฒนาจากเพียงเครื่องแต่งกายสำหรับป้องกันสิ่งสกปรกในโรงงานอุตสาหกรรม สู่การเป็นระบบวิศวกรรมชั้นสูงที่บูรณาการทั้งวิทยาการวัสดุ (Material Science) จุลชีววิทยา (Microbiology) และสรีรวิทยาการทำงาน (Occupational Physiology) เข้าด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยทั่วโลก ชุดป้องกันภัยในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเกราะกำบังทางกายภาพ แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวกรองทางชีวภาพ ระบบควบคุมอุณหภูมิ และเครื่องมือแพทย์ที่ต้องผ่านการประเมินมาตรฐานอย่างเข้มงวดระดับสากล1

รายงานฉบับนี้ทำการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับวิวัฒนาการของชุด PPE แบบคลุมทั้งตัว (Coverall) และชุดกาวน์ (Isolation Gown) โดยมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์คุณสมบัติของวัสดุ การตีความมาตรฐานการทดสอบการซึมผ่านของไวรัสตามข้อกำหนดของยุโรปและสหรัฐอเมริกา การบริหารจัดการความเสี่ยงจากภาวะความเครียดทางความร้อน (Heat Stress) ที่เกิดขึ้นกับบุคลากรทางการแพทย์ นวัตกรรมระบบจ่ายอากาศบริสุทธิ์ (PAPR) รวมถึงผลกระทบเชิงนิเวศวิทยาที่เกิดจากขยะติดเชื้อและการเปลี่ยนผ่านสู่แนวทางการใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reusable PPE) ตลอดจนเทคโนโลยีวัสดุนาโน (Nanotechnology) ที่กำลังจะเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมความปลอดภัย

วิทยาการวัสดุและกลไกการป้องกันเชิงโครงสร้าง

ประสิทธิภาพของชุด PPE ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางพันธะเคมีและการทอของเส้นใยในระดับไมโครและนาโน วัสดุที่ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตชุดป้องกันในปัจจุบันมีความหลากหลาย โดยแต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

วัสดุประเภทสปันบอนด์โพลีโพรพิลีน (Spunbond Polypropylene หรือ PPSB) เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีน้ำหนักเบาและระบายอากาศได้ดีเยี่ยม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงสร้างมีรูพรุนขนาดใหญ่ วัสดุชนิดนี้จึงไม่มีคุณสมบัติในการกันน้ำหรือของเหลว ทำให้อนุภาคขนาดเล็กและสารคัดหลั่งสามารถซึมผ่านได้ง่าย จึงเหมาะสำหรับการป้องกันอนุภาคฝุ่นแห้งทั่วไปในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีสารพิษหรือไม่มีอันตรายทางชีวภาพเท่านั้น และไม่แนะนำให้ใช้เป็นชุดป้องกันเชื้อโรคในสถานพยาบาล3

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกรอง เทคโนโลยี Spunbond Meltblown Spunbond (SMS) จึงถูกพัฒนาขึ้น โดยเป็นการนำผ้าสปันบอนด์มาประกบเข้ากับชั้น Meltblown ซึ่งเป็นเส้นใยโพลีโพรพิลีนที่มีขนาดเล็กและมีความละเอียดสูงมาก ชั้น Meltblown นี้ทำหน้าที่เป็นตัวกรองอนุภาคที่สร้างเส้นทางคดเคี้ยว (Tortuous path) ทำให้ฝุ่นละอองและละอองของเหลวขนาดเล็กเคลื่อนที่ผ่านได้ยาก3 วัสดุ SMS มีความแข็งแรง ทนทานต่อการฉีกขาด และระบายอากาศได้ดีเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตาม ผิวชั้นนอกของผ้า SMS มักจะไม่เรียบเนียน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการสะสมของสารคัดหลั่ง เลือด หรือเชื้อโรค ชุดที่ทำจาก SMS มักจะผ่านการทดสอบมาตรฐานการป้องกันเลือด (ISO 16603) เบื้องต้น แต่ไม่เพียงพอที่จะผ่านการทดสอบการป้องกันไวรัสที่มีแรงดันสูง (ISO 16604) จึงไม่เหมาะกับงานในห้องไอซียูหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงทางชีวภาพเป็นเวลานาน4

การแก้ปัญหาความไม่เรียบและการซึมผ่านของ SMS ทำได้โดยการเคลือบชั้นฟิล์มโพลีเอทิลีนลงบนผ้าสปันบอนด์ เกิดเป็นวัสดุ Polyethylene Coated Polypropylene (PP+PE) ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันของเหลว สารคัดหลั่ง และอนุภาคฝุ่นได้อย่างยอดเยี่ยม ผิวชั้นนอกมีความเรียบมัน ทำให้เชื้อโรคไม่สามารถเกาะติดหรือสะสมได้ง่าย3 นอกจากนี้ยังทนทานต่อการดึงกระชากและการเจาะทะลุ การบุฟิล์มทึบนี้ทำให้ชุดที่ผลิตจาก PP+PE มักผ่านมาตรฐาน EN 14126 และ ISO 16604 สำหรับการป้องกันเชื้อโรค อย่างไรก็ตาม ข้อเสียเปรียบที่สำคัญที่สุดคือ ความสามารถในการระบายอากาศที่ต่ำมาก ซึ่งทำให้ผู้สวมใส่เสี่ยงต่อภาวะความร้อนสะสมเมื่อต้องปฏิบัติงานต่อเนื่อง4

เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการป้องกันและการระบายอากาศ เทคโนโลยี Microporous PE Film (SFS) จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย วัสดุนี้คือการนำผ้าสปันบอนด์มาเคลือบด้วยฟิล์ม PE ชนิดพิเศษที่มีรูพรุนขนาดไมโคร รูพรุนเหล่านี้มีขนาดเล็กกว่าหยดน้ำและสารคัดหลั่ง แต่ใหญ่พอที่จะยอมให้ไอน้ำและความร้อนจากร่างกายระเหยผ่านออกไปได้ วัสดุประเภทนี้จึงป้องกันของเหลวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผิวชั้นนอกเรียบ ไม่สะสมเชื้อโรค สวมใส่สบายกว่า PP+PE ธรรมดา และนิยมใช้ในการผลิตชุดที่ผ่านมาตรฐาน ISO 16604 สำหรับแบรนด์ชั้นนำในตลาด4 ตัวอย่างเช่น ชุด 3M ในตระกูล 4510 และ 4570 ซึ่งใช้ฟิล์มลามิเนตแบบ Microporous ร่วมกับโครงสร้างหลายชั้นเพื่อป้องกันทั้งสารเคมีเหลวและอนุภาคกัมมันตรังสี7

นวัตกรรมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะเช่น Tyvek® จากบริษัท DuPont ผลิตจากเส้นใยโพลีเอทิลีนความหนาแน่นสูง (HDPE) 100% ด้วยกระบวนการ Flash-spun และอัดด้วยความร้อน โครงสร้างนี้สร้างเส้นใยที่เกี่ยวพันกันอย่างหนาแน่นและซับซ้อน ทำให้เกิดคุณสมบัติที่เป็นเกราะป้องกันในตัวมันเอง (Inherent barrier) โดยไม่ต้องพึ่งพาฟิล์มเคลือบ ทำให้ไม่มีปัญหาการลอกร่อนของชั้นฟิล์ม4 วัสดุประเภทนี้ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรง น้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ไม่เป็นขุย (Low-linting) ป้องกันไฟฟ้าสถิตตามมาตรฐาน EN 1149-5 และทนทานต่อการซึมผ่านของสารเคมี4 อย่างไรก็ตาม ในบริบทของการป้องกันการซึมผ่านของไวรัสภายใต้แรงดันสูง (ISO 16604) รุ่นพื้นฐานเช่น Tyvek 400, 500, และ 600 จะออกแบบมาเน้นการต้านทานละอองและฝุ่นอันตราย ในขณะที่ต้องใช้รุ่นที่มีการซีลตะเข็บอย่างหนาแน่นเช่น Tyvek 800 หรือตระกูล Tychem จึงจะสามารถตอบสนองความต้องการด้านชีวภาพและสารเคมีเหลวภายใต้แรงดันสูงได้อย่างสมบูรณ์แบบ4

โครงสร้างของชุดจะสมบูรณ์ได้ต้องพึ่งพาระดับการเย็บตะเข็บ ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับการป้องกันตามมาตรฐานยุโรป (EN Standard) ตะเข็บเย็บแบบธรรมดา (Serged Seam) เป็นการนำผ้ามาต่อกันโดยใช้การเย็บแบบปกติ เหมาะสำหรับป้องกันฝุ่นแห้งและละอองของเหลวที่ไม่มีแรงดันในระดับ Type 5 และ Type 64 หากต้องเผชิญกับละอองของเหลวหรือสารเคมีที่มีแรงดันระดับ Type 3 และ Type 4 ผู้ผลิตจะใช้ตะเข็บเย็บแบบผ้าหุ้มทับ (Bound Seam) โดยนำผ้ามาทบต่อกันและใช้ผ้าอีกชิ้นปิดทับรอยต่อก่อนเย็บ เพื่อป้องกันการเล็ดลอดผ่านรูเข็ม ในขณะที่การป้องกันก๊าซ ไอระเหย และสารเคมีอันตรายสูงสุดระดับ Type 1 และ Type 2 นั้น จำเป็นต้องใช้ตะเข็บที่ปิดทับด้วยเทปความร้อน (Heat Sealed Seam) หรือเทปความร้อนสองด้าน (Heat Sealed Plus Seam) โดยการพับซ้อนผ้าและซีลด้วยเทปเชื่อมความร้อนทั้งด้านนอกและด้านใน เพื่อปิดผนึกรอยรั่วอย่างสมบูรณ์แบบ4

มาตรฐานสากลและการทดสอบสมรรถนะของชุด PPE

การระบุว่าชุด PPE สามารถป้องกันเชื้อโรคหรือสารเคมีได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ จำเป็นต้องอ้างอิงกับโปรโตคอลการทดสอบที่เข้มงวด มาตรฐานที่สำคัญที่สุดที่ถูกกล่าวถึงในระดับสากลได้แก่ มาตรฐานยุโรป (EN) มาตรฐานอเมริกัน (ASTM/AAMI) และมาตรฐานด้านอาชีวอนามัย (OSHA)

ประเภทของชุด (EN Type) การประเมินประสิทธิภาพโครงสร้าง ลักษณะการป้องกันหลัก
Type 1 (EN 943) Gas-tight (ระบบปิดสนิท) ป้องกันก๊าซ ไอระเหย และสารเคมีเหลวในระดับสูงสุด15
Type 2 (EN 943) Non-gas-tight (กึ่งปิดสนิท) ป้องกันก๊าซและฝุ่นละออง โดยมีการระบายอากาศผ่านวาล์ว4
Type 3 (EN 14605) Liquid jet (ทนแรงดันสูง) ป้องกันของเหลวที่มีแรงดันพ่นสูง เช่น จากสายยางหรือท่อแตก7
Type 4 (EN 14605) Liquid spray (ละอองสเปรย์) ป้องกันสเปรย์ละอองของเหลวที่มีความหนาแน่นสูง7
Type 5 (EN 13982-1) Solid particulates (อนุภาคของแข็ง) ป้องกันอนุภาคฝุ่นแห้งอันตรายและแร่ใยหิน7
Type 6 (EN 13034) Light liquid splashes (ละอองกระเซ็น) ป้องกันละอองสารเคมีเจือจางหรือของเหลวกระเด็นใส่เล็กน้อย7

มาตรฐาน EN 14126 เป็นมาตรฐานเฉพาะที่ใช้วัดความสามารถของ “เนื้อผ้า” ในการต้านทานการซึมผ่านของเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส หากเนื้อผ้าผ่านการทดสอบนี้ จะมีการเพิ่มตัวอักษร “-B” ต่อท้าย Type ของชุด (เช่น Type 4-B หรือ Type 6-B) เพื่อยืนยันคุณสมบัติทางชีวภาพ15 ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แนะนำว่า หากบุคลากรต้องปฏิบัติงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) หรือต้องทำการหัตถการที่เสี่ยงต่อการพุ่งกระจายของเลือด ควรเลือกชุดป้องกันระดับ Type 4-B ขึ้นไป15

ภายใต้มาตรฐาน EN 14126 จะมีการทดสอบย่อยที่สำคัญสองรายการ คือ ISO 16603 และ ISO 16604 การทดสอบ ISO 16603 เป็นเพียงการคัดกรองเบื้องต้น (Screening test) เพื่อวัดการต้านทานต่อเลือดเทียม (Synthetic blood) โดยใช้แรงดันเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 0 ถึง 20 kPa5 ทว่าบททดสอบขั้นสูงสุดที่แท้จริงคือ ISO 16604 ซึ่งวัดการต้านทานต่อเลือดเทียมที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส โดยไวรัสตัวแทนที่ถูกกำหนดให้ใช้ในกระบวนการนี้คือแบคทีริโอเฟจ Phi-X174 (Bacteriophage Phi-X174)5

เหตุผลทางฟิสิกส์และระบาดวิทยาที่มาตรฐานกำหนดให้ใช้ Phi-X174 คือไวรัสชนิดนี้มีขนาดเพียง 27 นาโนเมตร ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงในมนุษย์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นไวรัสโรคตับอักเสบบี (42 นาโนเมตร) ไวรัสโรคตับอักเสบซี (30-60 นาโนเมตร) เอชไอวี (HIV ประมาณ 120 นาโนเมตร) รวมถึงไวรัสอีโบลาและโคโรนาไวรัส5 ด้วยหลักการประเมินสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario) หากวัสดุสามารถสกัดกั้นไวรัสที่มีขนาดเล็กจิ๋วอย่าง Phi-X174 ได้ ก็ถือว่าเป็นหลักประกันทางสถิติว่าเนื้อผ้านั้นจะสามารถสกัดกั้นเชื้อก่อโรคในเลือดที่มีขนาดใหญ่กว่าได้อย่างแน่นอน5

ภาพกราฟิกเปรียบเทียบขนาดของเชื้อก่อโรค แสดงไวรัส Phi-X174 ขนาด 27 นาโนเมตร ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดเมื่อเทียบกับไวรัสตับอักเสบซี (30-60nm) ไวรัสตับอักเสบบี (42nm) และไวรัส HIV (120nm) บนโครงตาข่ายเส้นใย เพื่ออธิบายเหตุผลที่ใช้ Phi-X174 เป็นมาตรฐานในการทดสอบประสิทธิภาพการกรองของวัสดุทางการแพทย์แผนภาพจำลองการเปรียบเทียบขนาดของเชื้อก่อโรค (Pathogen Size Comparison) เพื่ออธิบายหลักการเบื้องหลังการทดสอบการเจาะทะลุของไวรัสตามมาตรฐาน ISO 16604 และ ASTM F1671 โดยมาตรฐานเหล่านี้เลือกใช้แบคทีริโอเฟจ (Bacteriophage) ชนิด Phi-X174 ซึ่งมีขนาดเล็กเพียง 27 นาโนเมตร (nm) เป็นตัวทดสอบ

จากภาพจะเห็นได้ว่า Phi-X174 มีขนาดเล็กกว่าเชื้อก่อโรคทางคลินิกที่สำคัญอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ได้แก่:

ไวรัส HIV: ขนาด 120 nm

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B): ขนาด 42 nm

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C): ขนาด 30-60 nm

หลักการสำคัญคือ หากเนื้อผ้าหรือวัสดุทางการแพทย์ (เช่น ชุด PPE) มีประสิทธิภาพสูงพอที่จะบล็อกหรือกรองไวรัส Phi-X174 ที่มีขนาดเล็กมากได้สำเร็จ ก็จะเป็นการพิสูจน์ทางสถิติว่าวัสดุนั้นสามารถป้องกันเชื้อก่อโรคที่มีขนาดใหญ่กว่า รวมถึงโคโรนาไวรัสได้อย่างแน่นอน`

กระบวนการทดสอบ ISO 16604 จะแบ่งระดับประสิทธิภาพตามแรงดันไฮโดรสแตติกที่วัสดุสามารถทนได้โดยไม่มีการทะลุผ่านของไวรัส โดยไล่ตั้งแต่ Class 1 (0 kPa) ไปจนถึงระดับสูงสุดคือ Class 6 (20 kPa)17 การประเมินผลนี้มีความเข้มงวดอย่างยิ่ง โดยอาศัยเทคนิค Plaque assay หากพบว่ามีแบคทีริโอเฟจรอดผ่านเนื้อผ้ามาและเติบโตบนจานเพาะเชื้อแม้เพียง 1 หน่วย (Plaque-forming unit) จะถือว่าวัสดุนั้นไม่ผ่านมาตรฐานโดยทันที5

ในทางคู่ขนาน สหรัฐอเมริกาใช้แนวทางของสมาคมเพื่อความก้าวหน้าของเครื่องมือแพทย์ (AAMI) ภายใต้รหัส PB70 สำหรับการประเมินชุดกาวน์ทางการแพทย์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระดับ23 ชุด Level 1 และ 2 ใช้สำหรับงานที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลาง ป้องกันของเหลวกระเด็นใส่เล็กน้อย (ประเมินโดยมาตรฐาน AATCC 42 และ AATCC 127) ชุด Level 3 สำหรับงานศัลยกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ต้องผ่านการทดสอบแรงดันที่ 50 cm H2O และระดับสูงสุดคือ Level 4 ซึ่งออกแบบมาเพื่อรับมือกับโรคระบาดร้ายแรงหรือหัตถการที่มีเลือดออกมาก วัสดุต้องผ่านการทดสอบ ASTM F1671 ซึ่งใช้แบคทีริโอเฟจ Phi-X174 เป็นไวรัสจำลองเช่นเดียวกับ ISO 166045 ความแตกต่างทางเทคนิคคือ ASTM F1671 ใช้ระบบ “ผ่าน/ไม่ผ่าน” ที่แรงดันตายตัว 2 psi (ประมาณ 13.8 kPa) ในขณะที่ ISO 16604 จะรายงานผลเป็นลำดับชั้นความดัน5

สำหรับการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตราย (Hazmat) หรือสารเคมีทางอุตสาหกรรม มาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของสหรัฐอเมริกา (OSHA) และหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA) ได้แบ่งชุด PPE ออกเป็น 4 ระดับ (Level A ถึง D)

ระดับของชุด (OSHA Level) อุปกรณ์หลักที่ใช้ร่วมกัน ความสามารถในการป้องกัน บริบทการใช้งาน
Level A ชุดแคปซูลป้องกันไอสารเคมี (Fully Encapsulating), เครื่องช่วยหายใจ (SCBA) แบบสะพายหลัง ป้องกันระบบหายใจ ผิวหนัง และดวงตาในระดับสูงสุด (ทนก๊าซและไอระเหย) เหตุการณ์รั่วไหลของก๊าซพิษร้ายแรง หรือเผชิญหน้ากับสารที่ไม่ทราบชนิด27
Level B ชุดป้องกันสารเคมีกระเซ็น (Splash suit), SCBA แบบสะพายหลัง ป้องกันระบบหายใจสูงสุด แต่ป้องกันผิวหนังในระดับปานกลาง พื้นที่อับอากาศที่ต้องการออกซิเจน แต่สารเคมีรอบตัวไม่สามารถดูดซึมผ่านหรือทำลายผิวหนังได้27
Level C ชุดคลุมกันสารเคมี, หน้ากากกรองอากาศ (PAPR หรือ Full-face) ป้องกันทางเดินหายใจและผิวหนังจากสารเคมีแบบทั่วไป เมื่อทราบชนิดสารเคมีชัดเจน และระดับความเข้มข้นอยู่ในเกณฑ์ที่ไส้กรองอากาศสามารถจัดการได้27
Level D ชุดคลุมหรือชุดหมี (Coverall), แว่นตา, ถุงมือ, รองเท้านิรภัย การป้องกันขั้นพื้นฐาน ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อป้องกันระบบหายใจและสารพิษรุนแรง งานซ่อมบำรุงในโรงงานทั่วไป งานก่อสร้าง หรือสภาพแวดล้อมที่มีเพียงฝุ่นละออง27

ในการวิเคราะห์ทางเคมี ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดประการหนึ่งคือการสับสนระหว่างการทะลุผ่าน (Penetration) และการซึมผ่าน (Permeation) การทะลุผ่านคือการที่ของเหลวไหลผ่านรูพรุนหรือรอยต่อของเนื้อผ้าในระดับมหภาค (เช่น น้ำไหลผ่านรูเข็ม) แต่การซึมผ่านคือการเคลื่อนที่ของโมเลกุลสารเคมีผ่านโครงสร้างของโพลีเมอร์ในระดับโมเลกุล (เช่น ก๊าซที่ซึมออกจากขวดน้ำอัดลมพลาสติกที่ปิดสนิท)19 มาตรฐานการทดสอบการซึมผ่านเช่น ASTM F739 หรือ EN ISO 6529 จะวัดระยะเวลาที่เรียกว่า “Breakthrough time” ซึ่งเป็นเวลาที่สารเคมีซึมผ่านเนื้อผ้าจนถึงอัตราที่กำหนด (เช่น 0.1 หรือ 1.0 ไมโครกรัมต่อตารางเซนติเมตรต่อนาที) ผู้ใช้งานมักเข้าใจผิดว่าชุดที่มีค่า Breakthrough time >480 นาทีนั้นปลอดภัย 100% และไม่มีการซึมผ่านเลย แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขดังกล่าวเพียงแค่บ่งบอกว่าอัตราการซึมผ่านยังไม่ถึงเกณฑ์ที่เครื่องมือถูกตั้งค่าไว้ หากต้องเผชิญกับสารเคมีที่เป็นพิษสูงและสะสมในร่างกาย การสวมใส่เป็นเวลานานโดยอิงเพียงตัวเลขนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายได้32

กฎหมายและการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย

การนำเข้าหรือผลิตชุด PPE ทางการแพทย์ในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ ซึ่งมีการจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ตามระดับความเสี่ยง (Risk Classification) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียนและสากล การจัดระดับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการเตรียมเอกสารของผู้ประกอบการ35

เครื่องมือแพทย์ประเภทที่ 1 ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการ “จดแจ้ง” (Listing Medical Device) ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ป้องกันพื้นฐานและอุปกรณ์เสริมบางชนิด35 สำหรับชุด PPE ที่ใช้ในห้องผ่าตัด ชุดป้องกันความเสี่ยงสูง รวมถึงอุปกรณ์ที่มีกำลังขับเคลื่อน (Active Medical Device) จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ประเภทที่ 2 และ 3 (ความเสี่ยงปานกลาง) ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการ “แจ้งรายการละเอียด” (Notification) ในขั้นตอนนี้ ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำแฟ้มข้อมูลทางวิชาการตามรูปแบบสากล (CSDT – Common Submission Dossier Template) เพื่อแสดงหลักฐานประสิทธิภาพและความปลอดภัยอย่างครบถ้วน35 ส่วนเครื่องมือแพทย์ประเภทที่ 4 (ความเสี่ยงสูง) จำเป็นต้อง “ขออนุญาต” (License) อย่างเคร่งครัด35

นอกจากนี้ การได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการบริหารจัดการคุณภาพ ISO 13485 ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับโรงงานผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ โดยบังคับให้มีการควบคุมความเสี่ยงในกระบวนการผลิตตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การทดสอบ การผลิต การจัดเก็บ จนถึงการจัดจำหน่าย39 เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเร่งกระบวนการนำเครื่องมือแพทย์ออกสู่ตลาด อย. ไทยได้นำระบบ Reliance Program หรือการประเมินแบบย่อ (Abridged Evaluation) มาใช้ หากชุด PPE หรืออุปกรณ์นั้นมีประวัติการขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตจากหน่วยงานอ้างอิง (Reference Regulatory Agency) ในกลุ่มประเทศผู้นำด้านสาธารณสุข 5 แห่ง (Big 5 ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น) มาแล้วอย่างน้อย 1 ปี ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธินี้เพื่อลดขั้นตอนการตรวจสอบลงได้อย่างมาก38

สำหรับการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมทั่วไป กฎหมายแรงงานตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 กำหนดให้นายจ้างต้องจัดหาและดูแลให้ลูกจ้างสวมใส่ PPE ที่ได้รับมาตรฐาน (เช่น มอก., ISO, EN, ANSI, OSHA, NIOSH) ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน โดยห้ามเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากลูกจ้าง และลูกจ้างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บและอุบัติเหตุ42

สรีรวิทยาการทำงานและภาวะความเครียดทางความร้อน (Heat Stress)

ปัญหาที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อสรีรวิทยาของผู้ปฏิบัติงานภายใต้ชุด PPE มากที่สุด คือภาวะความเครียดทางความร้อน (Heat Stress) ชุดป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงในการสกัดกั้นไวรัสและสารเคมี โดยเฉพาะวัสดุที่มีการเคลือบฟิล์มทึบ (เช่น PP+PE หรือยางสังเคราะห์) จะสร้างชั้นภูมิอากาศจุลภาค (Microclimate) ห่อหุ้มผิวหนังผู้สวมใส่ สภาพแวดล้อมปิดล้อมนี้ทำให้ความต้านทานต่อการระเหยของเหงื่อ (Evaporative resistance) เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล6

ตามธรรมชาติ เมื่อร่างกายทำงานหนักหรือเผชิญอากาศร้อน กลไกหลักในการลดอุณหภูมิคือการหลั่งเหงื่อเพื่อให้เกิดการระเหยพาความร้อนออกไป แต่เมื่อสวมชุดที่ไม่มีรูพรุนระบายอากาศ เหงื่อจะไม่สามารถระเหยได้ ทำให้อุณหภูมิแกนกลางลำตัว (Core body temperature) และอุณหภูมิผิวหนังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (อาจสูงถึง 38.8 องศาเซลเซียสในเวลาอันสั้น) อัตราการเต้นของหัวใจจะเร่งขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปยังผิวหนัง ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียน้ำและแร่ธาตุ ผู้ปฏิบัติงานจะเผชิญกับอาการเพลียความร้อน (Heat Exhaustion) และหากไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่ภาวะโรคลมแดด (Heat Stroke) ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ผิวหนังแดงแห้ง สับสน ระบบอวัยวะล้มเหลว และอาจเสียชีวิตได้49

องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แนะนำตรการเชิงป้องกันสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ โดยเน้นการจัดตารางหมุนเวียนกะการทำงานให้สั้นลง จำกัดเวลาสวมใส่ชุด จัดเตรียมพื้นที่พักที่เย็นสบาย และกระตุ้นให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ พร้อมทั้งต้องเฝ้าระวังสีและปริมาณของปัสสาวะเพื่อประเมินภาวะขาดน้ำ55

เพื่อแก้ไขปัญหานี้เชิงวิศวกรรม การวิจัยทางคลินิก (เช่น การศึกษาในวารสาร Scand J Work Environ Health และ PubMed) ได้ประเมินนวัตกรรมมาตรการบรรเทาความร้อน (Cooling Interventions) โดยเฉพาะการนำเสื้อกั๊กทำความเย็น (Cooling Vests) มาใช้ร่วมกับชุด PPE ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายเทคโนโลยี49 เสื้อกั๊กเปลี่ยนสถานะ (Phase Change Material – PCM Vests) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้สารเคมีบรรจุในกระเป๋าเสื้อกั๊ก ซึ่งถูกออกแบบให้ละลายและดูดซับความร้อนแฝงจากร่างกายเมื่ออุณหภูมิถึงจุดที่กำหนด (เช่น 21 องศาเซลเซียส) การศึกษายืนยันว่าเสื้อกั๊กชนิดนี้ช่วยลดดัชนีความเครียดทางความรู้สึก (Perceptual Strain Index) และทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่รบกวนอัตราการเผาผลาญพลังงาน (Metabolic demands) ของร่างกาย6 เทคโนโลยีอีกรูปแบบหนึ่งคือเสื้อกั๊กทำความเย็นด้วยของเหลว (Liquid Cooling Vests – LCV) ที่ทำงานโดยการปั๊มของเหลวเย็นผ่านโครงข่ายท่อขนาดเล็กที่แนบติดกับผิวหนัง วิธีนี้สามารถลดอุณหภูมิแกนกลางลำตัว อัตราการเต้นของหัวใจ และอัตราการเสียเหงื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดแม้สวมใส่ชุด PPE แบบปิดผนึกมิดชิด49 นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้กลยุทธ์การลดอุณหภูมิร่างกายทั้งก่อนและหลังการปฏิบัติงาน (Pre-cooling and Post-cooling) ด้วยการให้บุคลากรดื่มน้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมเกล็ดน้ำแข็ง (Ice Slurry) ควบคู่กับการพักในห้องแอร์ จะช่วยยืดระยะเวลาการทำงานและลดความเหนื่อยล้าสะสมได้อย่างยั่งยืน49

ระบบจ่ายอากาศบริสุทธิ์ (PAPR) และเครื่องช่วยหายใจ

ในสถานการณ์ที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานในหอผู้ป่วยรวม (Cohort ward) โรงพยาบาลสนาม หรือในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการปนเปื้อนของละอองลอยไวรัสหรือสารเคมีหนาแน่น การใช้เพียงชุดป้องกันและหน้ากาก N95 อาจทำให้เกิดความอึดอัดและหายใจลำบาก เทคโนโลยี Powered Air-Purifying Respirator (PAPR) จึงกลายเป็นโซลูชันขั้นสูงสุดสำหรับการป้องกันระบบทางเดินหายใจ59

PAPR ประกอบด้วยสามส่วนหลัก ได้แก่ 1) แหล่งพลังงานและพัดลม (Power source & Blower) ซึ่งมักสะพายไว้ที่เอว 2) ระบบตัวกรองอากาศ (Filtration system) ที่ใช้แผ่นกรองระดับ HEPA (High-Efficiency Particulate Air) ซึ่งสามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็กและไวรัสได้ถึง 99.97% และ 3) ส่วนสวมศีรษะ (Head gear) ซึ่งมีทั้งรูปแบบฮูดแบบหลวม (Loose-fitting hood) หรือหน้ากากครอบเต็มหน้า (Tight-fitting full-face mask) ที่เชื่อมต่อกับท่อลม59

หัวใจสำคัญที่ทำให้ PAPR มีประสิทธิภาพเหนือกว่าหน้ากาก N95 คือกลไกการสร้าง “แรงดันบวก” (Positive Pressure) อากาศบริสุทธิ์ที่ถูกปั๊มเข้าไปในฮูดอย่างต่อเนื่องจะสร้างแรงดันที่สูงกว่าสภาพแวดล้อมภายนอก ทำให้เชื้อโรค ละอองของเหลว หรือสารเคมี ไม่สามารถเล็ดลอดผ่านช่องว่างรอบคอหรือตะเข็บเข้ามาได้61 สถาบันอาชีวอนามัยและความปลอดภัยแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIOSH) ภายใต้กฎระเบียบ 42 CFR Part 84 กำหนดมาตรฐานการทดสอบอย่างเข้มงวด โดย PAPR แบบหน้ากากกระชับใบหน้า (Tight-fitting) ต้องมีอัตราการจ่ายลมไม่ต่ำกว่า 115 ลิตรต่อนาที (L/min) ในขณะที่แบบฮูดหลวม (Loose-fitting) ต้องรักษาอัตราการจ่ายลมขั้นต่ำที่ 170 ลิตรต่อนาที เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรจะได้รับออกซิเจนเพียงพอแม้ในขณะออกแรง59

การทดสอบของ NIOSH ยังครอบคลุมถึงการจำลองการหายใจและการประเมินความทนทานของแบตเตอรี่ เครื่อง PAPR ที่ได้มาตรฐานจะต้องสามารถรักษาอัตราการไหลเวียนอากาศได้ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ แม้ว่าแผ่นกรองจะเริ่มอุดตันด้วยฝุ่นละอองหรือแรงดันแบตเตอรี่ลดลงในช่วงท้ายของกะการทำงาน (เช่น การทดสอบที่ต้องรักษาอัตราการไหลสูงสุด 250 L/min ต่อเนื่อง 4 ชั่วโมง)59 นวัตกรรมใหม่ๆ ของ PAPR ยังมุ่งเน้นการเพิ่มความสะดวกสบาย เช่น การออกแบบท่อลดเสียงเพื่อขจัดปัญหาหูอื้อและเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารระหว่างปฏิบัติงาน การรวมฟังก์ชันหน้ากากนิรภัยสำหรับช่างเชื่อม หรือการออกแบบให้สามารถเช็ดล้างทำความสะอาดเพื่อลดการปนเปื้อนข้ามได้อย่างง่ายดาย61

การบริหารจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์: การสวมใส่ การจัดเก็บ และอายุการใช้งาน

ประสิทธิภาพทางวิศวกรรมของ PPE จะไร้ความหมายหากขาดการจัดการเชิงปฏิบัติการที่ถูกต้อง วงจรชีวิตการใช้งานของอุปกรณ์ป้องกันครอบคลุมตั้งแต่การเลือกขนาด การสวมใส่และถอดชุด ไปจนถึงการจัดเก็บรักษา

การเลือกขนาดและความพอดี (Sizing and Fit)

ชุดป้องกันที่เล็กเกินไปจะฉีกขาดง่ายเมื่อผู้สวมใส่ก้มหรือยกแขน ในขณะที่ชุดที่หลวมเกินไปอาจไปเกี่ยวติดกับอุปกรณ์อื่นๆ ทำให้เกิดอันตราย การเลือกขนาด (Sizing) จึงต้องอ้างอิงจากความสูงและรอบอกเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ตามตารางขนาดของ 3M ไซส์ M เหมาะสำหรับผู้มีความสูง 167-176 ซม. และรอบอก 92-100 ซม. ไซส์ L สำหรับความสูง 174-181 ซม. รอบอก 100-108 ซม. และไซส์ XL สำหรับความสูง 179-187 ซม. รอบอก 108-115 ซม.7 ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าหากสัดส่วนอยู่กึ่งกลางระหว่างสองไซส์ ควรเลือกไซส์ที่ใหญ่กว่าเพื่อให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัวและเผื่อพื้นที่สำหรับเสื้อผ้าชั้นใน68

โปรโตคอลการสวมและถอด (Donning and Doffing)

ในบริบทของการควบคุมการติดเชื้อ ความเสี่ยงสูงสุดไม่ได้อยู่ที่การสัมผัสผู้ป่วย แต่อยู่ในขั้นตอนการถอดชุด (Doffing) ที่อาจเกิดการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) สู่ร่างกายบุคลากร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดโปรโตคอลอย่างเคร่งครัดตามระดับความเสี่ยง70 ในการสวมชุด (Donning) จะเริ่มจากการล้างมือ สวมชุดคลุม (Gown/Coverall) สวมหน้ากาก (N95 หรือ Surgical mask) สวมแว่นตาหรือกระบังหน้า (Goggles/Face shield) และจบด้วยการสวมถุงมือให้ดึงคลุมทับปลายแขนเสื้อกาวน์70 สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการถอดอุปกรณ์ ซึ่งต้องทำในพื้นที่ควบคุมหรือห้องเตรียมตัว (Anteroom) โดยมีหลักการคือต้องถอดส่วนที่ปนเปื้อนมากที่สุดก่อน การถอดถุงมือและชุดกาวน์ต้องระวังไม่ให้สัมผัสด้านนอก พับม้วนด้านในออกด้านนอก ทิ้งลงถังขยะติดเชื้อ และบังคับให้ต้องล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลหรือน้ำสบู่ “ทุกครั้ง” ในทุกๆ รอยต่อของการถอดอุปกรณ์แต่ละชิ้น70

อายุการเก็บรักษาและปัจจัยการเสื่อมสภาพ (Shelf Life and Degradation)

วัสดุโพลีเมอร์ ยาง และแถบกาวที่ใช้ในชุด PPE ล้วนมีอายุขัยทางเทคโนโลยี (Shelf Life) แม้จะถูกเก็บไว้ในกล่องโดยไม่ได้ใช้งานก็ตาม ปัจจัยหลักที่เร่งการเสื่อมสภาพ ได้แก่ รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด อุณหภูมิที่ร้อนจัด ความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงเกินไป การถูกกดทับ และไอระเหยของสารเคมี74 แสงแดดและความร้อนจะทำลายพันธะเคมีของพลาสติก ทำให้เส้นใยแตกเปราะ ซีลยางสูญเสียความยืดหยุ่น และฟิล์มเคลือบลอกร่อน ในขณะที่ความชื้นจะกระตุ้นให้เกิดเชื้อราบนวัสดุผ้า75

โดยทั่วไป หมวกนิรภัยมีอายุการใช้งาน 3-5 ปี แว่นตานิรภัยและถุงมือยางมีอายุการจัดเก็บประมาณ 3-5 ปี ส่วนรองเท้าเซฟตี้พื้นยางจะเริ่มเสื่อมสภาพภายใน 1-2 ปี74 สำหรับชุดป้องกันสารเคมีและเชื้อโรคคุณภาพสูง เช่น ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม DuPont Tyvek และ 3M หากถูกจัดเก็บอย่างถูกต้องในบรรจุภัณฑ์เดิม ภายใต้อุณหภูมิ 15-25 องศาเซลเซียส (หรือ 50-70 องศาฟาเรนไฮต์) และความชื้นต่ำกว่า 80% ปราศจากแสงแดด จะสามารถรักษาประสิทธิภาพทางเทคนิคไว้ได้นาน 5 ถึง 10 ปี69

ในเชิงวิศวกรรมการผลิต การประเมินอายุการเก็บรักษาของอุปกรณ์การแพทย์มักใช้กระบวนการจำลองการเสื่อมสภาพแบบเร่ง (Accelerated Ageing) เช่น มาตรฐาน ASTM F1980 กระบวนการนี้อาศัยหลักการทางอุณหพลศาสตร์ตามสมการอาร์เรเนียส (Arrhenius equation) ซึ่งระบุว่าอัตราการเกิดปฏิกิริยาการเสื่อมสภาพของเทอร์โมพลาสติกจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่ออุณหภูมิแวดล้อมสูงขึ้นทุกๆ 10 องศาเซลเซียส83 ด้วยความรู้ดังกล่าว ห้องปฏิบัติการจึงสามารถคาดการณ์ความทนทานของชุด PPE ที่เก็บไว้ 2 ปีในสภาวะปกติได้ โดยการอบชุดด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นในระยะเวลาที่สั้นลง (แต่ต้องไม่เกิน 60 องศาเซลเซียสเพื่อหลีกเลี่ยงการหลอมละลาย) ความเข้าใจในหลักการนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญว่า สถานพยาบาลหรือโรงงานไม่ควรจัดเก็บชุด PPE ไว้ในโกดังที่ร้อนจัด เพราะจะทำให้อายุการใช้งานตามที่ระบุบนฉลากหดสั้นลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ชุดอาจล้มเหลวในการปกป้องผู้ปฏิบัติงานเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน83 การหมั่นตรวจสอบสภาพ (Visual Inspection) ก่อนใช้งาน ทั้งรอยแตกร้าว การเปลี่ยนสี หรือความเหนียวเหนอะหนะ จึงเป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนนำอุปกรณ์ไปใช้74

วิกฤตขยะติดเชื้อและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

สถานการณ์ฉุกเฉินทางสาธารณสุขในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของระบบโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการสิ่งแวดล้อม การพึ่งพาอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use PPE) ก่อให้เกิดผลกระทบทางนิเวศวิทยาที่รุนแรง ในประเทศไทย ข้อมูลจากกรมอนามัยและกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ปริมาณขยะติดเชื้อ (ได้แก่ ชุด PPE, หน้ากากอนามัย, ถุงมือยาง และชุดตรวจ ATK) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 94% โดยพุ่งสูงถึง 294 ตันต่อวัน85

ตัวเลขดังกล่าวนำมาซึ่งวิกฤตการณ์ “ขยะติดเชื้อล้นระบบ” เนื่องจากศักยภาพสูงสุดของเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ (Incinerator) ทั้งประเทศสามารถรองรับการกำจัดได้เพียง 278 ตันต่อวันเท่านั้น85 การขาดความสมดุลระหว่างปริมาณขยะที่เกิดขึ้นและความสามารถในการกำจัด ทำให้เกิดการสะสมตกค้างในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตปริมณฑล เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ที่มีขยะติดเชื้อตกค้างสะสมสูงถึง 600 ตัน85

กราฟเส้นแสดงวิกฤตปริมาณขยะติดเชื้อรายวันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึง 294 ตันต่อวันในเดือนสิงหาคม ซึ่งทะลุขีดความสามารถสูงสุดของเตาเผาขยะระดับชาติที่รองรับได้เพียง 278 ตันต่อวัน ทำให้เกิดปัญหาขยะติดเชื้อตกค้างสะสมอย่างรุนแรง

ตามกฎหมาย การกำจัดขยะติดเชื้อเหล่านี้ไม่สามารถนำไปฝังกลบทั่วไปได้ แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการทำลายด้วยเตาเผาขยะมูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งใช้อุณหภูมิความร้อนสูงกว่า 1,000 – 1,200 องศาเซลเซียส เพื่อฆ่าเชื้อโรคอย่างเบ็ดเสร็จ (เช่น เตาเผาแบบ Rotary Kiln หรือเตาเผาหมุนแนวนอนและแนวดิ่งที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชและหนองแขมของกรุงเทพมหานคร)85 วิกฤตการณ์นี้บังคับให้โรงกำจัดขยะต้องเดินระบบเต็มกำลัง 24 ชั่วโมงโดยปราศจากการบำรุงรักษาตามรอบเวลา นำไปสู่ปัญหาการเสื่อมสภาพของเครื่องจักรและการปล่อยควันดำที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนแวดล้อม89 นอกจากปัญหาระบบกำจัดที่ตึงตัวแล้ว การย่อยสลายและการแตกตัวของโพลีเมอร์พลาสติกจากหน้ากากและชุด PPE ยังสร้างมลพิษระยะยาวในรูปแบบของไมโครพลาสติก (Microplastics) และไมโครไฟเบอร์ ที่ปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำและระบบนิเวศอย่างมหาศาล92

เพื่อแก้ปัญหาระดับโครงสร้างและตอบสนองต่อแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) กระทรวงสาธารณสุขและเครือข่ายอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย จึงได้พัฒนานวัตกรรม “ชุดกาวน์ทางการแพทย์แบบซักใช้ซ้ำได้” (Reusable Isolation Gown) ภายใต้ชื่อรุ่น “เราสู้”93 โครงการนี้เปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาเส้นใยนำเข้า เป็นการใช้เส้นด้าย PET รีไซเคิล (Recycled Polyethylene Terephthalate) จากขวดพลาสติกภายในประเทศ นำมาทอเป็นเนื้อผ้าที่มีความหนาแน่นสูง และเคลือบด้วยสารเทฟลอนเพื่อสะท้อนน้ำ (Teflon Water Repellent)2

การประเมินทางวิศวกรรมพบว่า ชุดกาวน์ “เราสู้” สามารถผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับ AAMI PB70 Level 2 และ EN 14126 (Class 3) โดยมีคุณสมบัติต้านทานการทะลุผ่านของของเหลวตามเกณฑ์สากล2 จุดเด่นสำคัญคือความทนทานต่อกระบวนการซักล้างที่รุนแรงในโรงพยาบาล (ตามมาตรฐาน Healthcare Laundry Accreditation Council – HLAC) ซึ่งชุดสามารถทนการซักฆ่าเชื้อด้วยสารโซเดียมไฮโปคลอไรท์ (Sodium Hypochlorite 0.1%) และการอบด้วยความร้อนสูงได้มากกว่า 20 ถึง 50 ครั้ง โดยที่คุณสมบัติการป้องกันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง2

การศึกษาเชิงประจักษ์โดยใช้แบบประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment – LCA) ระบุว่า การปรับเปลี่ยนจากชุด PPE แบบใช้แล้วทิ้งมาเป็นชุดกาวน์แบบใช้ซ้ำได้ ช่วยลดการใช้พลังงานตลอดวัฏจักรการผลิตไปจนถึงการทำลายได้ถึง 28% ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emissions) 30% และลดปริมาณขยะมูลฝอยติดเชื้อที่ต้องส่งเข้าเตาเผาได้มหาศาลถึง 93-99% ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยกู้วิกฤตขยะติดเชื้อ แต่ยังช่วยลดต้นทุนการจัดซื้อของสถานพยาบาลในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน98

อนาคตของ PPE: นวัตกรรมวัสดุนาโนเพื่อการฆ่าเชื้อด้วยตนเอง

พัฒนาการขั้นต่อไปของชุดป้องกันอันตรายส่วนบุคคล คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก “การป้องกันเชิงรับ” (Passive Barrier) ที่ทำหน้าที่เพียงขัดขวางการซึมผ่านของอนุภาค ไปสู่ “การป้องกันเชิงรุก” (Active Structure) ที่วัสดุสามารถทำลายโครงสร้างของเชื้อโรคและสารปนเปื้อนได้ด้วยตนเอง (Self-cleaning / Self-sanitizing) โดยเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิวัตินี้คือ นาโนเทคโนโลยี (Nanotechnology)

งานวิจัยด้านวิศวกรรมวัสดุแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการพัฒนาเนื้อผ้าสิ่งทอทางการแพทย์ที่เคลือบ หรือฝังตัวด้วยอนุภาคนาโนของโลหะ (Metal Nanoparticles) เช่น ซิลเวอร์ (Ag), ซิงค์ออกไซด์ (ZnO) และ คอปเปอร์ออกไซด์ (CuO) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีคุณสมบัติต้านจุลชีพตามธรรมชาติ100 กลไกการฆ่าเชื้อของอนุภาคนาโนเหล่านี้เกิดขึ้นผ่านกระบวนการหลั่งไอออนโลหะ การสร้างความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative stress) ภายในเซลล์แบคทีเรีย และการทำลายโครงสร้างโปรตีนห่อหุ้มของไวรัส ทำให้เชื้อโรคไม่สามารถแบ่งตัวและตายลงในที่สุด100

เทคโนโลยีหนึ่งที่โดดเด่นคือกระบวนการเติบโตของอนุภาคนาโนบนเส้นใยแบบฝังตัวลึก หรือที่เรียกว่ากระบวนการ Crescoating (In situ growth) ซึ่งต่างจากการเคลือบผิวแบบเดิมที่สารเคมีมักจะหลุดลอกออกเมื่อนำไปซักล้าง การปลูกอนุภาคนาโนซิงค์ลงในโครงสร้างของเส้นใยผ้าโดยตรง ทำให้เกิดวัสดุนาโนคอมโพสิตที่มีเสถียรภาพสูง ทนทานต่อการซักทำความสะอาดด้วยเครื่องจักรมากกว่า 100 รอบ โดยไม่สูญเสียคุณสมบัติการฆ่าเชื้อ การทดสอบในห้องปฏิบัติการยืนยันว่าชุดที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีนี้สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราก่อโรค ทั้งแกรมบวกและแกรมลบ ได้มากถึง 99.99% (4 log10) ถึง 99.9999% (6 log10) ภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังมนุษย์105

นวัตกรรมขั้นสูงยังครอบคลุมถึงการนำตัวเร่งปฏิกิริยาคล้ายออกซิเดส (Oxidase-like catalysts) มาใช้ โดยเฉพาะตัวเร่งปฏิกิริยาอะตอมเดี่ยว (Single-atom catalysts – SAC) ซึ่งประกอบด้วยอะตอมของทองแดงเดี่ยวๆ เป็นศูนย์กลางการทำปฏิกิริยา เทคโนโลยีนี้ทำหน้าที่เสมือนเครื่องผลิตสารฆ่าเชื้อขนาดจิ๋วที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อผ้า โดยสามารถดึงเอาก๊าซออกซิเจนจากอากาศรอบตัว มาเปลี่ยนเป็นอนุมูลอิสระของออกซิเจน (Reactive Oxygen Species – ROS) ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้แสงหรือพลังงานภายนอกมากระตุ้น อนุมูลอิสระเหล่านี้จะทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของไวรัสและแบคทีเรียที่กระเด็นมาเกาะบนหน้ากาก N95 หรือชุด PPE ทันที ช่วยลดความเสี่ยงที่บุคลากรจะติดเชื้อจากการสัมผัสผิวชุดของตนเองขณะถอดอุปกรณ์ (Cross-contamination)106

นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้อนุภาคนาโนไททาเนียมไดออกไซด์ (Photocatalytic Titanium Dioxide – TiO2) บนพื้นผิวของชุดป้องกัน ยังสร้างคุณสมบัติการทำความสะอาดตัวเอง (Self-cleaning) ที่ทำงานเมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสงอาทิตย์หรือแสงอัลตราไวโอเลต (UV) โดยโครงสร้างนาโนของ TiO2 จะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการแยกสลายสารอินทรีย์ ซึ่งสามารถทำลายเยื่อหุ้มของแบคทีเรีย ย่อยสลายโปรตีนของไวรัส ตลอดจนขจัดคราบสิ่งสกปรกและมลพิษทางเคมีได้อย่างรวดเร็ว102 เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงยกระดับความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานให้ถึงขีดสุด แต่ยังตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน โดยช่วยลดปริมาณสารเคมีฆ่าเชื้อที่ต้องใช้ และลดความเสี่ยงในการจัดการขยะติดเชื้อจากโรงพยาบาล

บทสรุป

การวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับชุดอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) เผยให้เห็นถึงการหลอมรวมศาสตร์ระหว่างวิศวกรรมวัสดุ สรีรวิทยาการแพทย์ และนโยบายการกำกับดูแล การพัฒนาโครงสร้างของเนื้อผ้าตั้งแต่แบบสปันบอนด์พื้นฐาน ไปจนถึงเทคโนโลยีแผ่นฟิล์มไมโครพอรัส และเส้นใย HDPE ที่ทนทานต่อการทะลุผ่านของแบคทีริโอเฟจ Phi-X174 ภายใต้มาตรฐานที่เข้มงวดเช่น ISO 16604, ASTM F1671 และ EN 14126 เป็นข้อพิสูจน์ถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมในการสร้างเกราะป้องกันโรคระบาดและสารเคมีอันตรายที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีการป้องกันระดับสูงย่อมนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ โดยเฉพาะภาวะความเครียดทางความร้อน (Heat Stress) ที่เกิดจากการสะสมความร้อนภายใต้ชุดที่ปิดผนึกมิดชิด ซึ่งได้รับการแก้ไขผ่านนวัตกรรมเสื้อกั๊กทำความเย็นหลากรูปแบบ และการนำระบบจ่ายอากาศบริสุทธิ์แบบใช้พลังงานแบตเตอรี่ (PAPR) มาใช้ เพื่อเพิ่มออกซิเจน ลดความเหนื่อยล้า และสร้างแรงดันบวกที่รับประกันความปลอดภัยสูงสุดให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะติดเชื้อล้นระบบ ได้ผลักดันให้เกิดการประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment) อย่างจริงจัง นำมาซึ่งการออกแบบชุด PPE แบบใช้ซ้ำได้ ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะมหาศาลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม ท้ายที่สุด อนาคตของอุตสาหกรรมความปลอดภัยกำลังมุ่งหน้าสู่การประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนชุด PPE จากเพียงเกราะกำบังเชิงรับ ให้กลายเป็นเกราะป้องกันเชิงรุกที่สามารถทำลายล้างเชื้อโรคได้ด้วยกลไกการทำความสะอาดตัวเอง ซึ่งจะยกระดับความมั่นคงด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของมนุษยชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ผลงานที่อ้างอิง

1. ความแตกต่างระหว่างชุดแยก PP / PP+PE / SMS – Xian Wan Li

2. ชุด PPE–coverall และ Isolation Gown – Kasetsart University Research and Development Institute

3. เลือกชุด PPE อย่างไรให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับงาน – OFM Blog

4. เลือกวัสดุทำชุด PPE อย่างไร ให้ปลอดภัย – Thai-safetywiki.com

5. Medical Breathable Fabrics Decoded: Viral Barrier Mechanisms & ASTM F1671 / ISO 16604 Testing Guide

6. Cooling vests alleviate perceptual heat strain perceived by COVID-19 nurses – PMC – NIH

7. 3m-protective-coveralls-4570-technical-data-sheet.pdf – mu ltime dia

8. 3M™ ชุดป้องกันฝุ่น ละออง และสารเคมี รุ่น 4510 Type 5/6 ไซส์ XL, สีขาว, 20 ชิ้น/ลัง

9. 3M™ ชุดป้องกันสารเคมี รุ่น 4570, สีเทา, ประเภท 3/4/5/6, ขนาด M, 12 ชิ้น/ลัง

10. ชุดป้องกันสารเคมี DuPont Tyvek 400 | ใส่สบาย ระบายอากาศดี ป้องกันไวรัสและฝุ่น

11. DuPont™ Tyvek® 400

12. Tyvek® 500 Industry – DuPont

13. DUPONT™ TYVEK® 500 HP

14. DUPONT™ TYVEK® 400

15.

16. ประเภทของชุด PPE : ชุดแบบนี้ เหมาะกับงานแบบไหน? – OFM Blog

17. Standards and Specifications | Healthcare Workers – CDC

18. ISO 16604:2004 – Singapore Standards

19. Regulatory Standards for Gloves that Protect against Viruses | Ansell International

20. Breathability and Safety Testing of Personal Protective Equipment: “Human-comfort” Factor Remains Undefined – PMC

21. A new approach to measure the resistance of fabric to liquid and viral penetration – PMC

22. The Importance of Virus Protection: ISO 16604:2004 Viral Penetration Test for Disposable Gloves – Shield Scientific

23. ชุด PPE สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ – กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค

24. Personal Protective Equipment for Healthcare Workers during the COVID-19 Pandemic

25. Research: Comparing ASTM F1671 with a Modified Dot-Blot Method to Evaluate Personal Protective Materials | Biomedical Instrumentation & Technology – AAMI Array

26. Personal Protective Equipment in Animal Research – PMC – NIH

27. ชุดป้องกันสารเคมี 4 ระดับ คืออะไร? เข้าใจก่อนเลือกใช้งานจริง – OfficeMate

28. ระดับชุดปฏิบัติงานสารเคมี – Thai-safetywiki.com

29. อันตรายของชุด Hazmat PPE level A และ B มีอะไรบ้าง ☢️ – A Simplified Solo Traveller

30. วิธีการเลือกใช้ชุดป้องกันสารเคมี ระดับที่ต้องใช้งานในแต่ละสถานการณ์

31. Tychem® 2000 SFR – Choosing Effective Secondary FR Chemical Protective Garments

32. DuPont Permeation Guide – D-S Safety

33. Comparing and Selecting Chemical Protective Garments

34. Are You Really Safe? Why The Permeation Test Breakthrough Time is Flawed

35. การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ – กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ – กระทรวงสาธารณสุข

36. เครื่องมือแพทย์จดแจ้ง (Listing Medical Devices)

37. ข้อควรรู้เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์จดแจ้ง (Class 1) – YouTube

38. ใบแจ้งรายการละเอียด – กองควบคุมเครื่องมือแพทย์

39. ระบบบริหารจัดการคุณภาพอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ – Bureau Veritas

40. บริการรับรองคุณภาพเครื่องมือแพทย์ตาม ISO 13485 | TÜV SÜD Thailand

41. การตรวจรับรองมาตรฐาน ISO 13485 สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ – LRQA

42. PPE – SHECU – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

43. พนักงานไม่ใส่ PPE ผิดกฎหมายไหม? นายจ้างและลูกจ้างต้องรับผิดชอบอย่างไร | Safety JK

44. มาตรฐาน PPE 2026 อุปกรณ์ป้องกันที่โรงงานยุคใหม่ต้องมี – OfficeMate

45. อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล PPE มีอะไรบ้าง – อบรม จป.

46. มาตรฐาน PPE ของไทยมีอะไรบ้าง | กฎหมายอุปกรณ์ PPE – skbfinancialservices.com

47. 9 มาตรฐานอุปกรณ์ PPE ตามกฎหมายของไทย

48. อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE) คืออะไร

49. The effect of cooling vest along with hospital full-body protection equipment on physiological and cognitive indicators among hospital nurses: an interventional study – PMC

50. แนวทาง ปฏิบัติ เพื่อ การ ดูแล ผู้ ป่วย โรค ลม ร้อน (Heat stroke management) โรง พยาบาล ค่าย จิร ประวัติ

51. ปฐมพยาบาลเบื้องต้น โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก – รามา แชนแนล

52. ทำไม “ห้ามใช้ผ้าเปียกคลุมตัว” ผู้ป่วยฮีทสโตรก – Sanook.com

53. เทคนิคสู้แดด ป้องกันฮีทสโตรก Heat Stroke

54. ฮีทสโตรก (Heat Stroke) ภัยร้ายหน้าร้อน | ไทยนครินทร์

55. แนวทางการลดความร้อนจากการใส่ชุด PPE ในช่วงการระบาดของโควิด-19 – safety.ohswa

56. Novel cooling vest with personal protective equipment alleviates heat strain without increasing metabolic demands in the heat – PMC

57. Novel cooling vest with personal protective equipment alleviates heat strain without increasing metabolic demands in the heat – PubMed

58. Effectiveness of a field-type liquid cooling vest for reducing heat strain while wearing protective clothing – PubMed

59. PAPR (Powered Air Purifying respirator) คืออะไร?

60. เครื่อง PAPR ช่วยจ่ายอากาศบริสุทธิ์ให้บุคลากรการแพทย์ – YouTube

61. ชุด PAPR

62. รู้จักและเข้าใจ ชุด PAPR คืออะไร | ความปลอดภัย | Blog | – บทความ | PPEMATE

63. ชุด PAPR คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในช่วง COVID-19 – GLOVETEX

64. เครื่อง PAPR – W07D2H1 – PSR INTER (THAILAND) CO.,LTD

65. NIOSH PAPR: US Compliance & Testing Requirements-www.newairsafety.com

66. Defining PAPRs and Current Standards – The Use and Effectiveness of Powered Air Purifying Respirators in Health Care – NCBI

67. หน้ากากกรองอากาศชนิดใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ (PAPR) | 3เอ็ม ประเทศไทย – 3M

68. วิธีการเลือกขนาดชุด Coverall (PPE) 3M ที่เหมาะสม: คู่มือแบบง่ายๆ – L.S.T. Fasteners

69. 3M™ Protective Coverall 4570 – mu ltime dia

70. สรุปขั้นตอนการใส่และถอด PPE ระดับเสี่ยงต่า

71. หลักการใส่ppe เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ covid-19

72. คนที่ใช้เครื่องป้องกันร่างกาย ให้ปลอดภัยจากการปฏิบัติงาน คนรอบข้าง และสิ่งแวดล้อม

73. แนวปฏิบัติทางการพยาบาลใน การป้องกันการติดเชื้อในห้องผ่าตัด จินตนา ดาวเรือง สถาบันบําราศนราดูร กรมควบคุมโรค

74. วิธีตรวจสอบอุปกรณ์ PPE และสัญญาณเตือนว่าต้องเปลี่ยนใหม่ | Esco Premium

75. What are the best practices for PPE storage? – Simple But Needed

76. How to Store PPE Properly: Tips to Extend Shelf Life & Reduce Waste – AGMD Group

77. PPE Expiration Dates: A Hidden Line of Defense in Construction Safety

78. PPE Storage: The do’s, don’ts and everything in between – Tower Supplies

79. DuPont™ Tyvek® 400

80. ถุงมือป้องกันมีอายุการใช้งานนานเท่าไร? ควรเปลี่ยนเคสแบบใด – ความรู้

81. ตรวจเช็กอุปกรณ์ PPE อย่างมืออาชีพ : วิธีบำรุงรักษาและตรวจสภาพทุกกลุ่มสินค้า

82. DUPONT™ TYVEK® 500 XPERT

83. NEED TO DETERMINE THE SHELF-LIFE OF PERSONAL PROTECTION EQUIPMENT?

84. Determining the useful life of PPE – SATRA

85. น่าห่วง! ขยะติดเชื้อเพิ่ม 294 ตันต่อวันเกินศักยภาพกำจัด | Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอส

86. การจัดการขยะติดเชื้อในสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 – กองบริหารงานทั่วไป

87. ขยะติดเชื้อช่วงโควิด-19 ล้นต้องจัดการอย่างเหมาะสม – Bangkok Bank SME

88. ขยะติดเชื้อ มากขึ้นตามการระบาดโควิด -19 – SD Perspectives

89. โครงการเก็บขน และกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ – บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด

90. โครงการเก็บขนและกำจัดมูลฝอยติดเชื้อศูนย์หนองแขมและอ่อนนุช

91. “กรุงเทพธนาคม” ชี้แจงกรณีเตาเผาขยะติดเชื้อในศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชปล่อยควันดำ หยุดใช้เร่งแก้ควันดำ | สวพ.FM91 | LINE TODAY

92. Personal protective equipment (PPE) disposal during COVID-19: An emerging source of microplastic and microfiber pollution in the environment – PubMed

93. เปิดตัวนวัตกรรมชุด PPE ฝีมือคนไทย ซักใช้ซ้ำได้มากกว่า 50 ครั้ง

94. ไทยพร้อมส่งออกชุด PPE รุ่น ‘เราสู้’ ใช้ซ้ำได้ – JS100

95. อย – กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค – กระทรวงสาธารณสุข

96. วศ.อว. นำเสนอผลงานนวัตกรรมชุด PPE (lsolation Gown) รุ่น “เราสู้” ณ ทำเนียบรัฐบาล

97. (ข่าวที่102/2563) 4องค์กรเอกชน 2 กระทรวง ผนึกกำลัง พัฒนา PPE รุ่นเราสู้ สำเร็จพร้อมผลักดัน NQI อุตสาหกรรมทางการแพทย์ไทย สร้างความเชื่อถือก้าวสู่อาเซียน – กรมวิทยาศาสตร์บริการ

98. ชุดกาวน์แพทย์แบบใช้ครั้งเดียว vs แบบซักได้ เลือกอย่างไรให้เหมาะสม – ถุงมือยาง

99. COVID-19 Solutions Are Climate Solutions: Lessons From Reusable Gowns – PMC

100. Antimicrobial Nanomaterials as Advanced Coatings for Self-Sanitizing of Textile Clothing and Personal Protective Equipment – PubMed

101. Nanomaterials Used in the Preparation of Personal Protective Equipment (PPE) in the Fight against SARS-CoV-2 – MDPI

102. Antibacterial, Antiviral, and Self-Cleaning Mats with Sensing Capabilities Based on Electrospun Nanofibers Decorated with ZnO Nanorods and Ag Nanoparticles for Protective Clothing Applications – PubMed

103. Graphene- and Nanoparticle-Embedded Antimicrobial and Biocompatible Cotton/Silk Fabrics for Protective Clothing – PubMed

104. Antimicrobial Nanomaterials as Advanced Coatings for Self-Sanitizing of Textile Clothing and Personal Protective Equipment – PMC

105. Highly efficient and durable antimicrobial nanocomposite textiles – PMC – NIH

106. How to Make Personal Protective Equipment Spontaneously and Continuously Antimicrobial (Incorporating Oxidase-like Catalysts) – PubMed

107. Enhanced self-cleaning, antibacterial and UV protection properties of nano TiO2 treated textile through enzymatic pretreatment – PubMed

108. Photocatalytic Treatments for Personal Protective Equipment: Experimental Microbiological Investigations and Perspectives for the Enhancement of Antimicrobial Activity by Micrometric TiO2 – PMC