📑 สารบัญ (Table of Contents)

รายงานการวิจัยเชิงลึก: นวัตกรรม การวิเคราะห์ทางคลินิก และพลศาสตร์ของชุดตรวจโควิด-19 ชนิดแอนติเจนผ่านทางน้ำลาย (Saliva Antigen Test Kit)

1. บทนำและบริบททางสาธารณสุขในยุคการระบาดใหญ่

การอุบัติขึ้นและการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ SARS-CoV-2 ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดให้แก่วงการการตรวจวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ (Diagnostic Medicine) ทั่วโลก ในช่วงเริ่มต้นของการระบาด มาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในการวินิจฉัยคือการตรวจหาสารพันธุกรรมด้วยวิธี Reverse Transcription Polymerase Chain Reaction (RT-PCR) ผ่านการเก็บตัวอย่างจากโพรงจมูกส่วนลึก (Nasopharyngeal Swab: NP Swab) อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการรอผล ห้องปฏิบัติการที่ต้องใช้ความปลอดภัยระดับสูง และความจำเป็นในการใช้บุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมการตรวจคัดกรอง ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care Testing: POCT) ซึ่งก็คือชุดตรวจแอนติเจน (Antigen Test Kit หรือ ATK)1

แม้ว่าชุดตรวจ ATK แบบป้ายโพรงจมูก (Nasal Swab) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการคัดกรองเบื้องต้นและสามารถระบุผู้ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว แต่กระบวนการเก็บตัวอย่างยังคงสร้างความระคายเคือง ความเจ็บปวด ความกลัว และความไม่สะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวทางโพรงจมูก4 ด้วยเหตุนี้ “น้ำลาย” (Saliva) จึงกลายมาเป็นสิ่งส่งตรวจทางเลือกที่ได้รับความสนใจอย่างมากในระดับสากล เนื่องจากเป็นวิธีการที่ปราศจากความเจ็บปวด (Non-invasive) ผู้ใช้งานสามารถเก็บตัวอย่างได้ด้วยตนเอง (Self-collection) ช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อผ่านละอองฝอยสู่บุคลากรทางการแพทย์ และลดปัญหาความขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์บางชนิดในการแพร่ระบาดระลอกใหญ่2

การเปลี่ยนแปลงจากสิ่งส่งตรวจทางโพรงจมูกสู่น้ำลาย ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านทางกายภาพ แต่ยังครอบคลุมถึงความซับซ้อนทางชีวเคมี กลศาสตร์ของไหล และพลศาสตร์ของตัวไวรัสเอง รายงานฉบับนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับชุดตรวจ ATK แบบน้ำลายในทุกมิติ ครอบคลุมตั้งแต่กลไกทางเทคโนโลยีเชิงลึก การจัดการกับอิทธิพลขององค์ประกอบทางเคมีฟิสิกส์ในน้ำลาย (Matrix Effects) พลศาสตร์ของไวรัสในระดับเนื้อเยื่อ (Tissue Tropism) ของสายพันธุ์กลายพันธุ์ ตลอดจนนโยบายการกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นโยบายการกระจายชุดตรวจของประเทศไทย และการบริหารจัดการขยะติดเชื้อเชิงระบบ เพื่อนำเสนอภาพรวมเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์ ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิจัย

2. หลักการทางเทคโนโลยีและกลไกเชิงวิศวกรรมของชุดตรวจชนิดแอนติเจน

ชุดตรวจ ATK ทั้งชนิดตรวจทางโพรงจมูกและทางน้ำลาย ทำงานบนพื้นฐานของเทคโนโลยี Lateral Flow Immunoassay (LFIA) หรือการตรวจวัดทางอิมมูโนโครมาโทกราฟีแบบพัลวัน ซึ่งเป็นการผสานหลักการทำงานของการไหลเวียนของเหลวด้วยแรงหลอดเลือดฝอย (Capillary Action) เข้ากับปฏิกิริยาความจำเพาะระหว่างแอนติเจนและแอนติบอดี (Antigen-Antibody Interaction)10 ชุดตรวจส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับโปรตีนนิวคลีโอแคปซิด (Nucleocapsid Protein: N-protein) ของไวรัส SARS-CoV-2 เนื่องจากเป็นโปรตีนที่มีการแสดงออกอย่างหนาแน่นที่สุด บรรจุสารพันธุกรรมของไวรัส และมีการอนุรักษ์โครงสร้าง (Highly Conserved) มากกว่าโปรตีนหนาม (Spike Protein) ซึ่งมักเกิดการกลายพันธุ์บ่อยครั้งและใช้ในการจับกับตัวรับบนเซลล์มนุษย์3

โครงสร้างทางกายวิภาคของแผ่นทดสอบ LFIA ประกอบด้วยกลไกทางชีววิทยาระดับไมโครฟลูอิดิกที่เชื่อมต่อกันเป็นระบบ ทิศทางการไหลเริ่มต้นจากแผ่นรับตัวอย่าง (Sample Pad) ที่ทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการรับน้ำลายที่ผสมกับน้ำยาบัฟเฟอร์ เพื่อช่วยกรองอนุภาคขนาดใหญ่และย่อยสลายความหนืดของน้ำลาย จากนั้นสารละลายจะเคลื่อนที่ไปยังแผ่นผสาน (Conjugate Pad) ซึ่งเป็นบริเวณที่แอนติเจนของไวรัส (หากมีในตัวอย่าง) จะเข้าจับกับแอนติบอดีที่ถูกติดฉลากด้วยอนุภาคทองคำระดับนาโน (Colloidal Gold Nanoparticles) ทำให้เกิดสารเชิงซ้อน (Immunocomplex) ถัดมาคือเยื่อไนโตรเซลลูโลส (Nitrocellulose Membrane) ที่มีการเคลือบแถบทดสอบและแถบควบคุม (T-line และ C-line) ทำหน้าที่ดักจับสารเชิงซ้อนเพื่อให้เกิดการสะสมของอนุภาคทองคำจนเห็นเป็นเส้นสีแดงทางสายตา และกระบวนการจะสิ้นสุดที่แผ่นซับ (Absorbent Pad) ซึ่งอยู่ปลายสุดของชุดตรวจ ทำหน้าที่เป็นตัวดึงดูดของเหลวให้ไหลไปในทิศทางเดียวอย่างต่อเนื่องและป้องกันการไหลย้อนกลับ11 ความแม่นยำของกระบวนการทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของตัวอย่างน้ำลายที่ต้องไหลผ่านวัสดุรูพรุนในอัตราความเร็วที่เหมาะสม

3. สรีรวิทยาและอิทธิพลของสารตั้งต้นในน้ำลาย (Saliva Matrix Effects)

การนำตัวอย่างน้ำลายมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยก่อให้เกิดความท้าทายทางชีววิเคราะห์ (Bioanalytical Challenges) ที่ซับซ้อนกว่าการใช้สารคัดหลั่งจากโพรงจมูกอย่างมีนัยสำคัญ ลักษณะทางสรีรวิทยาของน้ำลายมนุษย์มีความแปรปรวนสูงมาก โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล ช่วงเวลาในการเก็บตัวอย่าง ปริมาณเม็ดเลือดขาว เซลล์เยื่อบุผิว เอนไซม์ และพฤติกรรมการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มก่อนการเก็บตัวอย่าง7

3.1 กลศาสตร์ของไหลและความหนืด (Fluid Mechanics and Viscosity)

น้ำลายจัดเป็นของไหลที่ไม่เป็นไปตามกฎของนิวตัน (Non-Newtonian Fluid) โดยมีค่าความหนืด (Viscosity) ที่แปรผันตามอัตราเฉือน (Shear Rate) ข้อมูลทางฟิสิกส์การแพทย์ระบุว่าความหนืดของน้ำลายมนุษย์สามารถมีความแปรปรวนได้ตั้งแต่ 1.5 mPas ไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 24 mPas ซึ่งสูงกว่าความหนืดของพลาสมาในเลือด (ประมาณ 1.50 – 1.72 mPas) หรือปัสสาวะอย่างมาก11

อัตราการไหล (Flow Speed) ของสารละลายผ่านรูพรุนของแผ่นเยื่อไนโตรเซลลูโลสในชุดตรวจ LFIA มีความอ่อนไหวต่อความหนืดของตัวอย่างเป็นอย่างยิ่ง ของเหลวที่มีความหนืดสูงจะส่งผลให้เวลาการไหลผ่านรูพรุน (Capillary Flow Time) ล่าช้าลง กลไกนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ความคลาดเคลื่อนอันเนื่องมาจากความหนืด (Viscosity Bias) กล่าวคือ หากตัวอย่างมีความหนืดมากเกินไป การไหลอาจหยุดชะงักหรือเคลื่อนที่ได้ไม่สมบูรณ์ แต่หากตัวอย่างมีความหนืดต่ำเกินไป สารเชิงซ้อนภูมิคุ้มกันจะเคลื่อนที่ผ่าน Test Line เร็วเกินไปจนไม่มีเวลาเพียงพอในการจับตัวกับ Capture Antibody อย่างมั่นคง ซึ่งส่งผลให้ความเข้มของสีบนแถบลดลงและทำให้เกิด “ผลลบลวง” (False Negative) ได้อย่างมีนัยสำคัญ11

เพื่อบรรเทาข้อจำกัดทางกายภาพนี้ ชุดตรวจ ATK แบบน้ำลายที่มีประสิทธิภาพจึงต้องพึ่งพาสารละลายบัฟเฟอร์ (Extraction Buffer) ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว สารละลายนี้มักประกอบด้วยเกลือและสารลดแรงตึงผิว (Surfactants) เพื่อสลายโครงสร้างระดับซูเปอร์สตรัคเจอร์ของโปรตีนเมือก (Mucins) และปรับระดับความหนืดของน้ำลายให้คงที่ก่อนที่จะนำไปหยดลงบนชุดทดสอบ16 ข้อมูลการศึกษาพบว่าการทดสอบตัวอย่างน้ำลายที่มีความหนืดโดยตรงโดยปราศจากการสกัดหรือใช้บัฟเฟอร์ที่เหมาะสม สามารถก่อให้เกิดผลลบลวงได้สูงถึงร้อยละ 32 ในผู้ป่วยที่ยืนยันการติดเชื้อแล้ว19 ในทางห้องปฏิบัติการระดับสูง มีการทดลองใช้ระบบไหลเวียนไมโครฟลูอิดิกด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (Centrifugal Microfluidic Flow Control) เพื่อต้านความแปรปรวนของความหนืด ซึ่งสามารถลดความคลาดเคลื่อนของสัญญาณความเข้มสีได้มากกว่าร้อยละ 8411

3.2 ความเป็นกรดด่าง (pH) และการก่อเกิดผลบวกลวง (False Positives)

นอกเหนือจากปัจจัยด้านฟิสิกส์แล้ว น้ำลายยังมีองค์ประกอบของเอนไซม์หลากหลายชนิด เช่น ไรโบนิวคลีเอส (RNases) และโปรตีเอส (Proteases) ซึ่งมีศักยภาพในการย่อยสลายสารพันธุกรรมหรือโปรตีนเป้าหมายของไวรัส7 ยิ่งไปกว่านั้น สภาวะความเป็นกรดด่าง (pH) และความแรงของประจุ (Ionic Strength) ของน้ำลายยังมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางโครงสร้างของโปรตีน

หากผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีความเป็นกรดสูง (อาทิ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรืออาหารรสเปรี้ยว) และไม่ได้งดเว้นตามระยะเวลาที่กำหนดก่อนทำการทดสอบ ค่า pH ในช่องปากที่ลดต่ำลงอย่างฉับพลันสามารถกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสัณฐาน (Conformational Changes) ของแอนติบอดีที่เคลือบอยู่บนชุดตรวจ20 ภายใต้สภาวะที่เป็นกรดจัด แอนติบอดีที่ทำหน้าที่ดักจับ (Capture Antibody) และแอนติบอดีที่ติดฉลาก (Conjugated Antibody) อาจเกิดปฏิกิริยาการจับกันแบบไม่จำเพาะเจาะจง (Non-specific Interactions) บริเวณ Test Line แม้จะไม่มีแอนติเจนของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อยู่ในตัวอย่างเลยก็ตาม ปรากฏการณ์ปฏิกิริยาข้ามกลุ่มนี้ เป็นคำอธิบายเชิงชีวเคมีที่ชัดเจนว่าเหตุใดการทดสอบด้วยเครื่องดื่มหรือการเก็บน้ำลายที่ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานการงดอาหาร จึงนำไปสู่การแสดงแถบสี “ผลบวกลวง” (False Positive) บนชุดตรวจ ATK4 ด้วยเหตุนี้ สารละลายบัฟเฟอร์ในชุดตรวจจึงต้องมีความสามารถในการรักษาความสมดุลของ pH (Buffering Capacity) เพื่อปรับสภาพตัวอย่างให้มีความเป็นกลางก่อนทำปฏิกิริยา20

4. นวัตกรรมขั้นสูงในการยกระดับประสิทธิภาพชุดตรวจ (Advanced LFIA Innovations)

เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดด้านความไว (Sensitivity) และปัญหาจากสารตั้งต้นของชุดตรวจแบบน้ำลายแบบดั้งเดิม วงการวิศวกรรมชีวการแพทย์ได้คิดค้นและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจวัดไวรัสในปริมาณความเข้มข้นที่ต่ำมาก

4.1 ชุดตรวจแบบชะลอการไหล (Delayed Lateral Flow Immunoassay: d-LFIA)

ตามหลักการปกติของ ATK หากปริมาณแอนติเจนของไวรัส (Viral Load) ในน้ำลายมีระดับที่ต่ำมาก แอนติเจนเหล่านั้นอาจมีโอกาสจับกับแอนติบอดีบนแถบทดสอบได้น้อย ส่งผลให้เกิดการแปลผลเป็นลบ นวัตกรรม d-LFIA ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้การสร้างแนวกั้นไม่ชอบน้ำ (Hydrophobic Barrier) ภายในแผ่นกระดาษทดสอบ ซึ่งสร้างจากสารเคมีกลุ่ม Trimethylsilyl Cellulose (TMSC)14

กลไกนี้ทำหน้าที่เสมือนเขื่อนกั้นขนาดจิ๋วที่ช่วยชะลอการเคลื่อนที่ของสารเชิงซ้อนที่ติดฉลากอนุภาคทองคำ (Labeled Analyte) การหน่วงเวลานี้ช่วยให้แอนติเจนเป้าหมายในตัวอย่างน้ำลายมีเวลาเข้าทำปฏิกิริยาและจับตัวกับแอนติบอดีปฐมภูมิบริเวณ Test Line ได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้นก่อนที่ของเหลวส่วนที่เหลือจะไหลผ่านไป การปรับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมระดับไมโครนี้ ส่งผลให้แพลตฟอร์ม d-LFIA มีความไวเพิ่มขึ้นถึง 2.6 เท่า และสามารถปรับปรุงขีดจำกัดการตรวจวัด (Limit of Detection: LOD) ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นถึง 9.1 เท่าเมื่อเทียบกับระบบ LFIA แบบมาตรฐาน14

4.2 ชุดตรวจเคมีไฟฟ้า (Electrochemical ATK: eATK)

เพื่อขจัดปัญหาความเป็นอัตวิสัย (Subjectivity) จากการอ่านผลความเข้มของแถบสีด้วยสายตาเปล่า และเพื่อตรวจหาแอนติเจนที่ระดับความเข้มข้นต่ำเป็นพิเศษ นวัตกรรม eATK ได้เข้ามาผสานหลักการทำงานแบบ LFIA เข้ากับตัวรับรู้ทางเคมีไฟฟ้า (Electrochemical Biosensor)10

เทคโนโลยีนี้ใช้ Ferrocene Carboxylic Acid ไปติดฉลากกับแอนติบอดีของ SARS-CoV-2 แทนอนุภาคทองคำ โดยสารนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวส่งสัญญาณเคมีไฟฟ้า เมื่อตัวอย่างไหลผ่านและจับกับแอนติเจน สารเชิงซ้อนจะเคลื่อนที่ไปยังขั้วไฟฟ้าแบบพิมพ์สกรีน (Screen-printed Electrode) ที่มีการตรึงโปรตีนตัวรับ ACE2 ไว้ (ACE2 Receptor) เมื่อแอนติเจนจับกับ ACE2 สัญญาณการถ่ายโอนอิเล็กตรอนที่เกิดขึ้นจะถูกส่งไปประมวลผลเชิงปริมาณและแสดงผลลัพธ์ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน แพลตฟอร์ม eATK นี้สามารถให้ความไวที่สูงกว่าชุดตรวจ ATK ทั่วไปถึง 50 เท่า และบรรลุขีดจำกัดการตรวจวัดระดับต่ำสุด (LOD) ที่ 0.69 พิโกกรัมต่อมิลลิลิตร (pg/mL) ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจพบผู้ติดเชื้อที่มีปริมาณไวรัสต่ำมากๆ (ค่า Ct สูงใน RT-PCR) ซึ่งชุดตรวจปกติมักให้ผลลบลวง10

นอกจากนวัตกรรมฮาร์ดแวร์แล้ว ยังมีการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยใช้ระบบวิเคราะห์สี International Commission on Illumination (CIELAB Color Space) ผ่านกล้องสมาร์ตโฟน เพื่อแปลงภาพถ่ายของชุดตรวจให้กลายเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantification) โดยการคำนวณค่าความต่างของสี (ΔE) ซึ่งแม่นยำกว่าการตีความด้วยสายตามนุษย์ ลดอคติ และยกระดับความไวของชุดตรวจขึ้นไปอีกขั้น21

5. พลศาสตร์การแบ่งตัวของไวรัสและอิทธิพลของสายพันธุ์ต่อความไวในการวินิจฉัย

ปัจจัยทางสรีรวิทยาของตัวไวรัส SARS-CoV-2 เอง มีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อผลลัพธ์และประสิทธิภาพของการตรวจเทียบระหว่างการแยงโพรงจมูกและการบ้วนน้ำลาย การศึกษาวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ขนาดใหญ่หลายฉบับที่รวบรวมข้อมูลจากการศึกษา 37 ถึง 49 ชิ้น และมีคู่ตัวอย่างทดสอบตั้งแต่ 7,332 ถึง 16,272 คู่ ในระยะแรกของการระบาด (สายพันธุ์ดั้งเดิม หรือ Wild-type) ชี้ให้เห็นว่า การเก็บตัวอย่างน้ำลายมีความแม่นยำรวม (Accuracy) สูงถึง 94.3%1 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเฉพาะความไวเชิงวินิจฉัย (Sensitivity) พบว่าน้ำลายมีความไวต่ำกว่าการตรวจผ่านโพรงจมูกเล็กน้อย (ประมาณร้อยละ 3.4 ถึง 7.9 ในภาพรวม)1 เนื่องจากพื้นที่โพรงจมูกส่วนลึกและหลังโพรงจมูก (Nasopharynx) มีความหนาแน่นของตัวรับ ACE2 ที่เหมาะสมต่อการแบ่งตัวของไวรัสสายพันธุ์แรกๆ ส่งผลให้ปริมาณไวรัสในโพรงจมูกอาจสูงกว่าน้ำลายถึง 16 เท่าในบางกลุ่มประชากรย่อย25

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผู้ป่วยมีอาการเฉียบพลันหรือภายใน 5 วันแรกของการมีอาการ (Symptom Onset) การศึกษายืนยันว่าชุดตรวจแบบน้ำลายสามารถให้ความสอดคล้องของผลบวก (Positive Percent Agreement: PPA) สูงถึงร้อยละ 94.0 และความสอดคล้องของผลลบ (Negative Percent Agreement: NPA) ที่ร้อยละ 99.0 เมื่อเทียบกับการตรวจโพรงจมูก ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอในการระบุผู้ที่มีความสามารถในการแพร่เชื้อได้สูง9

5.1 การเปลี่ยนแปลงการจับเนื้อเยื่อของสายพันธุ์โอมิครอน (Altered Tissue Tropism)

สถานการณ์ทางชีววิทยาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญเมื่อมีการอุบัติของสายพันธุ์กลายพันธุ์น่ากังวล (Variant of Concern: VOC) โดยเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron B.1.1.529) ซึ่งมีการกลายพันธุ์ของโปรตีนมากกว่า 50 ตำแหน่ง หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และระบาดวิทยาระดับโมเลกุลชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สายพันธุ์โอมิครอนมีการเปลี่ยนแปลงการจับเป้าหมายเนื้อเยื่อ (Altered Tissue Tropism)28 ไวรัสสายพันธุ์นี้มีประสิทธิภาพในการเพิ่มจำนวน (Replication) ในเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบน (Upper Respiratory Tract) ช่องปาก และบริเวณหลอดลม (Bronchus) ได้รวดเร็วและหนาแน่นกว่าในเนื้อเยื่อปอดหรือโพรงจมูกส่วนลึก เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อัลฟาและเดลตา26

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการแบ่งตัวนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านค่า Cycle Threshold (Ct) ในการตรวจ RT-PCR ซึ่งเป็นมาตรวัดเชิงผกผันกับปริมาณไวรัส (Viral Load) พบว่า ในช่วงที่เกิดการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน ปริมาณไวรัสในตัวอย่างน้ำลายจะมีระดับพีก (Peak) เร็วกว่าและมีปริมาณที่สูงมากในช่วง 1-2 วันแรกของการปรากฏอาการ ก่อนที่ระดับไวรัสในโพรงจมูกจะถึงจุดสูงสุดในวันต่อๆ มา28 การศึกษาประเมินผลประสิทธิภาพเปรียบเทียบเชิงลึกระบุว่า ตัวอย่างน้ำลายสามารถให้ค่าพื้นที่ใต้โค้ง ROC (Area Under the Curve: AUC) เต็ม 1.000 สำหรับการประเมินสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไวและความจำเพาะที่เหนือกว่าตัวอย่างจากโพรงจมูกในบริบทของสายพันธุ์นี้29

กราฟเปรียบเทียบพลศาสตร์การหลั่งไวรัสโอมิครอน แสดงให้เห็นว่าการตรวจจากน้ำลายมีปริมาณไวรัสขึ้นสูงสุดในช่วง 1-2 วันแรก ซึ่งรวดเร็วกว่าการตรวจแบบสวอบโพรงจมูกที่ปริมาณไวรัสจะไปสูงสุดในช่วงวันที่ 4 หลังเริ่มมีอาการ`กราฟแสดงพลศาสตร์การหลั่งของปริมาณไวรัส (Viral Load Shedding Kinetics) ของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron Variant) เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเก็บตัวอย่างจากน้ำลาย (Saliva) และการสวอบโพรงจมูก (Nasal Swab)

ข้อมูลชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติความชอบเนื้อเยื่อ (Tissue Tropism) ของไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน ที่สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ส่งผลให้เกิดความแตกต่างของช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจจับ ดังนี้:

การตรวจจากน้ำลาย (Saliva): ปริมาณไวรัสจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและแตะระดับสูงสุดเร็วกว่า โดยมี “ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด (Optimal Window)” ในการตรวจพบเชื้อคือตั้งแต่เริ่มมีอาการ (วันที่ 0) ไปจนถึงวันที่ 2

การตรวจจากโพรงจมูก (Nasal Swab): ปริมาณเชื้อจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้น และไปแตะจุดสูงสุดในช่วงประมาณวันที่ 4 หลังเริ่มมีอาการ

กลไกนี้ทำให้การตรวจหาเชื้อโอมิครอนจาก “น้ำลาย” มอบโอกาส (Window of Detection) ในการตรวจพบเชื้อได้เร็วกว่าการสวอบจมูกถึง 2 วันในระยะเริ่มต้นของการติดเชื้อ

(ข้อมูลอ้างอิง: PMC12346843 (Tor W Jensen, et al.), PubMed (J Clin Virol), PMC9430836)`

5.2 การทดสอบแบบเก็บตัวอย่างผสม (Combined Swab)

จากพลศาสตร์ที่แตกต่างกันนี้ เพื่อเพิ่มความแม่นยำสูงสุดในทางคลินิกและลดอัตราการเกิดผลลบลวง แนวปฏิบัติทางสาธารณสุขและนักวิจัยหลายแห่งได้นำเสนอและแนะนำให้ทำการเก็บตัวอย่างแบบผสม (Combined Nasal/Throat Swab) โดยการใช้ไม้พันสำลีกวาดบริเวณลำคอเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำลายและสารคัดหลั่ง ก่อนที่จะนำไม้เดียวกันไปกวาดในโพรงจมูกตื้น (Anterior Nares) การผสานข้อมูลทางชีวภาพจากสองบริเวณนี้ สามารถเพิ่มอัตราความสอดคล้องของผลบวก (Positive Percent Agreement: PPA) ขึ้นไปแตะระดับร้อยละ 88.7 ได้ ซึ่งสูงกว่าการเลือกกวาดเพียงบริเวณใดบริเวณหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ29 ข้อมูลเชิงปริมาณนี้สนับสนุนข้อเท็จจริงที่ว่า พฤติกรรมการหลั่งเชื้อ (Shedding Kinetics) ของไวรัสแต่ละสายพันธุ์ เป็นตัวแปรควบคุมที่กำหนดว่าของเหลวชีวภาพชนิดใดเหมาะสมที่สุดสำหรับการวิเคราะห์ในแต่ละช่วงเวลาของการติดเชื้อ

6. บทบาททางคลินิกของการทดสอบแบบมัลติเพล็กซ์ (Multiplex ATK)

เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านจากภาวะวิกฤตการระบาดใหญ่เข้าสู่ยุคหลังการระบาด (Post-Pandemic Era) รูปแบบการเกิดโรคในระบบทางเดินหายใจมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เชื้อไวรัสก่อโรคทางเดินหายใจดั้งเดิมที่ถูกกดไว้ด้วยมาตรการล็อกดาวน์และการใส่หน้ากากอนามัย เช่น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B (Influenza A/B) ตลอดจนไวรัส Respiratory Syncytial Virus (RSV) ได้กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งพร้อมกับโควิด-19 ความท้าทายทางคลินิกที่สำคัญสำหรับแพทย์และผู้ป่วยคือ ไวรัสเหล่านี้มีลักษณะอาการแสดงทางคลินิกเบื้องต้นที่ทับซ้อนและแยกแยะได้ยากยิ่ง33

เนื่องจากโรคในระบบทางเดินหายใจเหล่านี้มีอาการทางคลินิกที่คล้ายคลึงกัน (อาทิ ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก อ่อนเพลีย) การวินิจฉัยเพื่อจ่ายยาต้านไวรัสอย่างเฉพาะเจาะจงจึงเป็นไปได้ยากหากอาศัยเพียงประวัติและการตรวจร่างกาย การประยุกต์ใช้ชุดตรวจตลับเดียวที่มีแถบประมวลผลแยกจากกันจึงเข้ามาแก้ปัญหาความกำกวมทางวินิจฉัยนี้ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ได้พัฒนานวัตกรรม “ชุดตรวจ ATK แบบมัลติเพล็กซ์” (Multiplex Antigen Combo Test) ที่สามารถตรวจจับเชื้อก่อโรคหลายชนิดพร้อมกันในตลับทดสอบเดียวจากการเก็บตัวอย่างและสารสกัดเพียงครั้งเดียว33 เทคโนโลยีนี้อาศัยการตรึงแอนติบอดีจำเพาะต่อโปรตีนของไวรัสแต่ละชนิดไว้ในตำแหน่งที่แตกต่างกันบนเยื่อไนโตรเซลลูโลส ทำให้เกิดแถบ T-line หลายแถบ (เช่น แถบ C, แถบ Flu A/B, แถบ COVID, และแถบ RSV) ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทราบผลการวินิจฉัยแยกโรคเบื้องต้นได้ทันที33

ตารางด้านล่างแสดงการเปรียบเทียบอาการทางคลินิกที่ทับซ้อนกัน ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้ชุดตรวจแบบ Multiplex มีความสำคัญในปัจจุบัน:

อาการแสดงทางคลินิก โควิด-19 (SARS-CoV-2) ไข้หวัดใหญ่ (Influenza A/B) ไวรัส RSV
ไข้สูง (Fever) พบบ่อย พบบ่อยมาก (เฉียบพลัน) พบบ่อย (โดยเฉพาะในเด็ก)
ไอ (Cough) พบบ่อย พบบ่อย พบบ่อย (อาจมีเสมหะหรือเสียงหวีด)
น้ำมูกไหล/คัดจมูก พบบ่อย พบบ่อย พบบ่อยมาก
เจ็บคอ (Sore Throat) พบบ่อย (โอมิครอน) พบบ่อย อาจพบได้
หายใจลำบาก/หอบ พบในรายที่รุนแรง พบในรายที่มีภาวะแทรกซ้อน พบได้บ่อยในทารกและผู้สูงอายุ
สูญเสียการรับรส/กลิ่น พบได้ประปราย (สายพันธุ์เดิม) ไม่ค่อยพบ ไม่พบ

ปัจจุบัน มีตัวอย่างแบรนด์ที่จำหน่ายชุดตรวจแบบ Combo ในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตจาก อย. สำหรับการใช้งานด้วยตนเองที่บ้าน (Home Use) ได้แก่ แบรนด์ Bettercare, TESTSEALABS, Gica, AuraMed, และ Gobioway ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกทั้งในรูปแบบ 3-in-1, 4-in-1 จนถึง 7-in-1 (ซึ่งบางรุ่นครอบคลุมถึงการตรวจจับ Adenovirus, HMPV, หรือแม้แต่สารเสพติด)35 สนนราคาของชุดตรวจเหล่านี้เข้าถึงได้ง่าย เริ่มต้นตั้งแต่หลักสิบจนถึงร้อยกว่าบาทต่อชุด ช่วยให้การดูแลรักษาสุขภาพของครอบครัว โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือ RSV สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและนำไปสู่การรักษาทางการแพทย์ที่ตรงจุด35

7. ข้อกำหนด การกำกับดูแล และการขึ้นทะเบียนโดย อย. ประเทศไทย

ชุดตรวจโควิด-19 ชนิดแอนติเจน (ATK) จัดเป็นเครื่องมือแพทย์สำหรับการวินิจฉัยภายนอกร่างกาย (In Vitro Diagnostics: IVD) ที่ต้องได้รับการควบคุมและกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาอนุญาต ประเมินประสิทธิภาพทางคลินิก (Clinical Performance Validation) และความปลอดภัย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

7.1 เกณฑ์มาตรฐานเชิงวิเคราะห์และการรับรองผล (Analytical Standards)

เพื่อป้องกันการรายงานผลที่ผิดพลาดซึ่งอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อมาตรการควบคุมโรคระดับประเทศ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ อย. ได้กำหนดเกณฑ์ทางห้องปฏิบัติการสำหรับการพิจารณาขึ้นทะเบียนชุดตรวจ ATK แบบใช้งานด้วยตนเอง (Self-test/Home use) ไว้อย่างชัดเจน ดังนี้4:

ความไวเชิงวินิจฉัย (Diagnostic Sensitivity): ต้องมีค่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 (เพื่อเพิ่มโอกาสการตรวจพบผู้ติดเชื้อจริง และป้องกันปัญหาผลลบลวงที่ทำให้ผู้ติดเชื้อหลุดรอดไปแพร่กระจายโรค)

ความจำเพาะเชิงวินิจฉัย (Diagnostic Specificity): ต้องมีค่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 98 (เพื่อลดอัตราการเกิดผลบวกลวง ซึ่งอาจทำให้ผู้ไม่ติดเชื้อต้องถูกกักตัวหรือเข้าสู่ระบบการรักษาโดยไม่จำเป็น)

ความไม่จำเพาะ (Non-specificity หรือ Cross-reactivity): ต้องมีค่าไม่เกินร้อยละ 10 เมื่อทดสอบกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์อื่นหรือเชื้อก่อโรคทางเดินหายใจอื่นๆ

กระบวนการอนุมัติไม่ได้อ้างอิงเพียงเอกสารรับรองจากผู้ผลิตต่างประเทศเท่านั้น แต่ผู้ยื่นขออนุญาตต้องนำส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์เพื่อรับการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial) และการทดสอบในห้องปฏิบัติการจริงในประเทศไทย โดยผ่านสถาบันทางการแพทย์และมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ได้รับการรับรองเครือข่ายห้องปฏิบัติการ เช่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หรือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก่อนที่ อย. จะพิจารณาออกใบอนุญาตหรือเลขที่ใบรับรองประเมินเทคโนโลยี (รูปแบบ T 6400xxx) ให้แก่ผลิตภัณฑ์นั้นๆ4 นอกจากนี้ ชุดตรวจสำหรับการใช้งานทั่วไปยังต้องมีการแสดงฉลากเป็นภาษาไทยและมีข้อความระบุชัดเจนว่า “บุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้” พร้อมทั้งเลขที่ ฆพ. สำหรับการโฆษณาเครื่องมือแพทย์4

7.2 มาตรการด้านความปลอดภัย: ข้อห้ามการใช้ชุดตรวจน้ำลายแบบอม (Lollipop Tests Ban)

ในตลาดสากล มีการพัฒนาชุดตรวจแบบอมใต้ลิ้นที่ลักษณะคล้ายอมยิ้ม (Lollipop ATK) ซึ่งดูเหมือนจะสะดวกและเป็นมิตรกับผู้ใช้งานโดยเฉพาะเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม อย. ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายการอนุมัติหรือขึ้นทะเบียนชุดตรวจ ATK แบบเก็บตัวอย่างน้ำลายโดยใช้การอมปลายแถบตรวจโดยตรงแต่อย่างใด การพิจารณานี้วางรากฐานอยู่บนหลักฐานด้านความปลอดภัยที่ยังไม่เพียงพอ45

อย. ได้ให้เหตุผลทางวิชาการและข้อกังวลด้านพิษวิทยาว่า แผ่นทดสอบ (Test Strip) ภายในชุดตรวจนั้น มีการเคลือบสารเคมี สารลดแรงตึงผิว และอนุภาคโลหะหลายชนิดเพื่อใช้ในการดักจับและทำปฏิกิริยากับเชื้อโรค หากอนุญาตให้ใช้งานในลักษณะการอมโดยตรง โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี หากเด็กเผลอกัด เคี้ยว หรือทำให้กรอบพลาสติกหุ้มแตกหัก สารเคมีอันตรายเหล่านั้นอาจรั่วซึมและไหลย้อนกลับเข้าสู่ช่องปาก หรือถูกกลืนลงสู่ระบบทางเดินอาหาร ก่อให้เกิดภาวะเป็นพิษ (Toxicity) จากการรับสัมผัสสารเคมีสะสม หรืออันตรายทางกายภาพจากชิ้นส่วนพลาสติก45

ดังนั้น รูปแบบการตรวจด้วยน้ำลายที่ถูกต้อง ได้รับการยอมรับทางวิชาการ และถูกกฎหมายในประเทศไทย จึงจำกัดอยู่เพียงสองรูปแบบหลัก:

การบ้วนน้ำลายลงกรวยหรือถ้วยรับ (Spit/Drool Method): ผู้ใช้งานต้องกระแอมจากลำคอและบ้วนน้ำลายปริมาณประมาณ 1-2 มิลลิลิตร ลงในภาชนะรองรับที่แถมมาในชุด จากนั้นใช้หลอดดูด (Dropper) ขนาดเล็กดูดน้ำลายตามปริมาตรที่กำหนดไปผสมกับสารสกัดในหลอดทดลอง46

การใช้ก้านเก็บตัวอย่างกวาดในช่องปาก (Oral Swab): ใช้ไม้พันสำลีพิเศษหรืออุปกรณ์ดูดซับที่ให้มา กวาดบริเวณกระพุ้งแก้ม เพดานปาก หรืออมใต้ลิ้นเป็นเวลาสั้นๆ เพื่อดูดซับน้ำลายโดยตัวก้านต้องไม่มีส่วนประกอบทางเคมีของการทดสอบ จากนั้นนำไปจุ่มและคนในหลอดสารละลายบัฟเฟอร์45

7.3 รายชื่อยี่ห้อและผู้จัดจำหน่ายที่ได้รับการรับรอง (Approved Brands and Formats)

นับตั้งแต่มีการปลดล็อกให้ประชาชนทั่วไปใช้งาน มีรายชื่อผลิตภัณฑ์ชุดตรวจ ATK ทั้งแบบแยงโพรงจมูก แบบน้ำลาย และแบบใช้งานร่วมกัน (2-in-1) ที่ผ่านการรับรองจาก อย. จำนวนมาก ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างของแบรนด์ชั้นนำที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางเทคโนโลยีและแหล่งผลิต:

ลำดับ ชื่อผลิตภัณฑ์ / แบรนด์ ชนิดของการเก็บตัวอย่าง ประเทศฐานการผลิต เลขที่ใบรับรอง อย. / ข้อมูลอ้างอิง
1 STANDARD Q COVID-19 Ag (SD Biosensor) โพรงจมูก / น้ำลาย เกาหลีใต้ T 640012050
2 Panbio Antigen Self-Test (Abbott) โพรงจมูก เกาหลีใต้ / สหรัฐฯ T 640012750
3 PCL COVID19 Ag Gold น้ำลาย เกาหลีใต้ T 640013151
4 Flowflex SARS-CoV-2 Antigen (ACON Biotech) โพรงจมูก / น้ำลาย (2-in-1) จีน ผ่าน อย.50
5 HIP Biotech โพรงจมูก / น้ำลาย จีน ผ่าน อย.51
6 TESTSEALABS Antigen Test Cassette โพรงจมูก / น้ำลาย (2-in-1) จีน ผ่าน อย.36
7 Gica Antigen Test Cassette โพรงจมูก / น้ำลาย (2-in-1) จีน T6700007 / ผ่าน อย.39
8 Hoyotek Corona Virus Antigen Rapid Test น้ำลาย สวีเดน / จีน T 640014951
9 WiSE TEST Saliva SARS-CoV-2 น้ำลาย จีน T 640014851
10 Humasis COVID-19 Ag Home Test โพรงจมูก เกาหลีใต้ T 640021951

(หมายเหตุ: ชุดตรวจแบบ 2-in-1 เป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่น โดยบรรจุภัณฑ์จะให้อุปกรณ์มาครบทั้งไม้ Swab แบบสั้นสำหรับการแยงจมูก และกรวยพลาสติกหรือกระดาษสำหรับรับน้ำลาย ผู้ใช้สามารถเลือกเก็บตัวอย่างด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งตามความสะดวกและนำไปทดสอบบนตลับแสดงผลเดียวกัน)

8. แนวปฏิบัติทางคลินิกในการใช้งานและเก็บตัวอย่างสำหรับบุคคลทั่วไป

เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ของกลไกทางเคมีและชีววิทยาภายในชุดทดสอบทำงานได้อย่างแม่นยำสูงสุด ลดโอกาสการเกิดผลลบลวงหรือบวกลวง ผู้ใช้งานมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามแนวทางการเก็บตัวอย่างก่อนการวิเคราะห์ (Pre-analytical Protocol) อย่างเคร่งครัด ความผิดพลาดในขั้นตอนนี้เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของความคลาดเคลื่อนในการแปลผลการทดสอบด้วยตนเองที่บ้าน4

8.1 การเตรียมความพร้อมของสภาวะช่องปาก

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการตรวจวัดผ่านน้ำลายคือสภาพแวดล้อมทางชีวเคมีภายในช่องปากในขณะเก็บตัวอย่าง ผู้ที่ต้องการทำการทดสอบต้องงดเว้นกิจกรรมดังต่อไปนี้อย่างน้อย 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนการเก็บน้ำลาย:

งดรับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มทุกชนิด: (ยกเว้นน้ำเปล่าเล็กน้อย หากจำเป็น) เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับเปลี่ยนค่า pH ในช่องปาก และป้องกันเศษอาหารหรือไขมันไปรบกวนปฏิกิริยาบนแผ่นเมมเบรน4

งดสูบบุหรี่และเคี้ยวหมากฝรั่ง: สารเคมีในควันบุหรี่อาจทำปฏิกิริยากับสารสกัดบัฟเฟอร์หรือแอนติบอดี

งดการแปรงฟันและใช้น้ำยาบ้วนปาก: สารลดแรงตึงผิว (Surfactants) และสารต้านจุลชีพที่มีอยู่ในยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก อาจมีฤทธิ์ย่อยสลาย (Lyse) โครงสร้างโปรตีนของไวรัสก่อนที่จะได้รับการดักจับ หรืออาจไปทำลายแอนติบอดีที่เคลือบอยู่บนชุดตรวจ ทำให้ระบบสูญเสียความสามารถในการวิเคราะห์โดยสิ้นเชิง46

8.2 เทคนิคการเก็บตัวอย่างและการผสมน้ำยา

ความเข้มข้นของเชื้อไวรัสมีความแตกต่างกันในแต่ละบริเวณของระบบทางเดินหายใจ น้ำลายที่ให้ความแม่นยำสูงสุดและมีปริมาณแอนติเจนของไวรัสหนาแน่นที่สุด คือน้ำลายที่มาจากลำคอส่วนลึก (Posterior Oropharyngeal Saliva) ไม่ใช่น้ำลายใสที่เกิดจากต่อมน้ำลายใต้ลิ้นเพียงอย่างเดียว

การขากน้ำลาย: ผู้ใช้งานควรทำการสูดลมหายใจลึกๆ ไอลึกๆ หรือส่งเสียงกระแอมในลำคอ (“ขาก”) อย่างแรง เพื่อดันสารคัดหลั่งจากหลอดลมส่วนบนและคอหอยขึ้นมาผสมกับน้ำลาย ก่อนที่จะบ้วนปริมาตรประมาณ 2 มิลลิลิตร (ตามขีดที่กำหนด) ลงในกรวย ถุงกระดาษ หรือหลอดพลาสติกรองรับ4

การสกัดและผสม (Extraction Process): เมื่อได้น้ำลายแล้ว ต้องใช้หลอดดูดนำน้ำลายไปผสมกับสารละลายบัฟเฟอร์ในหลอดสกัด ปิดฝาหลอดให้สนิทและสลับหลอดขึ้น-ลง ปลายหลอดคว่ำ-หงาย หรือบีบเขย่าเบาๆ ประมาณ 10 รอบ การผสมอย่างทั่วถึงนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพื่อให้น้ำยาสกัดทำปฏิกิริยาย่อยสลายเมือก (Mucolysis) และปลดปล่อยอนุภาคไวรัสออกมาอย่างสมบูรณ์46

การหยดและการอ่านผล (Incubation and Readout): หยดสารละลายที่ผสมแล้ว (มักจะประมาณ 3-4 หยด) ลงในหลุมตัวอย่าง (Sample Well) ของตลับทดสอบในแนวตั้งฉาก การจับเวลาเป็นกระบวนการที่ห้ามละเลย การอ่านผลควรทำในระยะเวลาที่คู่มือกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด (โดยทั่วไปคือ 10-20 นาที) การทิ้งตลับทดสอบไว้นานเกินไป (เช่น เกิน 30 นาที) อาจก่อให้เกิดผลบวกลวงได้ เนื่องจากการระเหยของของเหลวทำให้ความเข้มข้นของฉลากอนุภาคทองคำสูงขึ้นผิดปกติและตกตะกอนรวมกันบริเวณ Test Line กลายเป็นขีดสีจางๆ ที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัส4

8.3 แนวปฏิบัติสำหรับเด็กเล็กและมาตรการในโรงเรียน

การเปิดการเรียนการสอนแบบปกติ (On-site) ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด ทำให้เกิดมาตรการ Sandbox Safety Zone in School ซึ่งกำหนดให้นักเรียนและบุคลากรต้องประเมินความเสี่ยงและอาจต้องสุ่มตรวจ ATK เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม การแยงโพรงจมูกในเด็กก่อให้เกิดความเจ็บปวดและความกลัว ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและความเต็มใจในการไปโรงเรียน6

กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลศิริราชได้ให้ข้อเสนอแนะว่า สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี หรือเด็กที่ไม่ให้ความร่วมมือ ควรพิจารณาใช้ชุดตรวจ ATK แบบน้ำลายเป็นทางเลือกแรก เนื่องจากมีความสะดวกและลดความบอบช้ำทางจิตใจ ผู้ปกครองควรสอนให้เด็กทำเสียงขากน้ำลายเบาๆ เพื่อเก็บตัวอย่างจากลำคอ6 ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ชุดตรวจแบบป้ายโพรงจมูก ผู้ปกครองต้องทำความเข้าใจเทคนิคที่ถูกต้อง โดยให้เด็กเงยหน้าเล็กน้อย แหย่ไม้พันสำลีให้ขนานไปกับพื้นของโพรงจมูก (ตั้งฉากกับใบหน้า ทิศทางชี้ไปทางติ่งหู) ห้ามแยงชี้ขึ้นไปทางสันจมูกหรือหัวตาเด็ดขาด เพราะอาจทะลุไปโดนเนื้อเยื่อที่บอบบางหรือไซนัส ก่อให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงหรือเลือดกำเดาไหลได้ ความลึกที่เหมาะสมสำหรับเด็กคือประมาณ 1.5 – 2 เซนติเมตรเท่านั้น5

9. นโยบายสาธารณสุข การเข้าถึง และการบริหารจัดการของภาครัฐไทย

ในช่วงภาวะวิกฤตที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงจนเกินขีดความสามารถในการรองรับของระบบสาธารณสุข กระบวนการตรวจยืนยันด้วย RT-PCR ในสถานพยาบาลเกิดคอขวดและต้องรอผลข้ามวัน นโยบายระดับชาติจึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านเชิงกระบวนทัศน์ไปสู่แนวคิด “รู้ผลเร็ว แยกตัวไว” โดยอาศัยศักยภาพของชุดตรวจ ATK แบบใช้ด้วยตนเอง

9.1 โครงการแจกจ่ายชุดตรวจ ATK เชิงรุกโดย สปสช.

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดทำนโยบายสาธารณสุขครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีมติอนุมัติโครงการจัดซื้อชุดตรวจ ATK จำนวน 8.5 ล้านชุด เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การจัดซื้อดำเนินการผ่านองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ด้วยงบประมาณกู้เงินเบื้องต้นกว่า 1,014 ล้านบาท61

แม้จะมีความท้าทายและข้อถกเถียงทางการแพทย์ในช่วงแรก โดยเฉพาะกรณีความกังวลจากชมรมแพทย์ชนบทเกี่ยวกับการพิจารณาเลือกใช้ชุดตรวจยี่ห้อ Lepu Medical (ซึ่งถูกสำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ระงับการใช้) อย่างไรก็ตาม อย. และ อภ. ของประเทศไทยได้ตั้งโต๊ะชี้แจงและตรวจสอบข้อมูลทางคลินิกอย่างละเอียด พบว่าชุดตรวจดังกล่าวผ่านการรับรองมาตรฐานยุโรป (CE Mark) และผ่านเกณฑ์การทดสอบทางคลินิกในคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี โดยมีความไวเชิงวินิจฉัยเกินร้อยละ 90 ตามมาตรฐาน รัฐบาลจึงตัดสินใจเดินหน้ากระจายชุดตรวจเพื่อป้องกันการขาดแคลนและผลประโยชน์ในการควบคุมโรคของสาธารณะ44 นอกเหนือจากความพยายามของภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนอย่างกลุ่มบริษัท ณุศาศิริฯ ยังได้มีส่วนร่วมในการนำเข้าและจัดจำหน่ายชุดตรวจในราคาที่เข้าถึงได้ (ประมาณ 75 บาท) เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสำหรับประชาชนและภาคธุรกิจที่ต้องตรวจพนักงานจำนวนมาก63

การกระจายชุดตรวจฟรี 8.5 ล้านชุด อาศัยช่องทางเครือข่าย 2 เส้นทางหลัก:

ผ่านกลไกชุมชน (Community Distribution): สำหรับพื้นที่สีแดงและชุมชนแออัดกว่า 2,000 ชุมชนในกรุงเทพมหานคร การแจกจ่ายจะดำเนินการผ่านศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) โดยส่งมอบให้ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นผู้นำชุดตรวจไปส่งมอบแบบเคาะประตูบ้านให้แก่กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และกลุ่มผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง ที่อาจไม่สะดวกเดินทางมารับด้วยตนเอง61

ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform Integration): การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเข้ากับแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย (หมวด “เป๋าตังสุขภาพ”) ประชาชนทั่วไปสามารถทำแบบประเมินคัดกรองความเสี่ยงบนสมาร์ตโฟน หากอัลกอริทึมประเมินว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง (เช่น มีอาการ มีประวัติสัมผัส หรืออยู่ในพื้นที่ระบาด) ระบบจะสร้าง QR Code เพื่อให้ผู้ใช้งานนำไปยืนยันตัวตนและรับชุดตรวจ ATK จำนวน 2 ชุด ณ หน่วยบริการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) คลินิก หรือร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ (กว่า 1,000 แห่ง)61

9.2 นโยบาย “แจก-เจอ-จ่าย-จบ” และระบบ Home Isolation

การเชื่อมโยงระบบร้านขายยาแผนปัจจุบัน (ขย.1) และคลินิกเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานแอปพลิเคชัน ไม่ได้สิ้นสุดเพียงการทำหน้าที่เป็นจุดกระจายและแจกชุดตรวจเท่านั้น แต่ยังเป็นการบูรณาการกระบวนการรักษาแบบครบวงจรเข้าไว้ด้วยกัน หากประชาชนตรวจประเมินด้วยชุด ATK แล้วพบเชื้อ (ผลการตรวจเป็นบวก) เภสัชกรชุมชนหรือพยาบาลประจำคลินิกสามารถประเมินอาการ ให้คำแนะนำเบื้องต้น แจกจ่ายยาต้านไวรัสฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) หรือยาตามอาการ และดำเนินการลงทะเบียนนำผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาที่บ้าน (Home Isolation – HI) หรือการแยกกักในศูนย์พักคอยชุมชน (Community Isolation – CI) ได้ทันทีในรูปแบบ One Stop Service นโยบายนี้ถูกขนานนามว่า “แจก-เจอ-จ่าย-จบ” ซึ่งถือเป็นมาตรการระดับมหภาคที่สำคัญยิ่งในการช่วยลดภาระความแออัดของเตียงในโรงพยาบาล และป้องกันไม่ให้ระบบสาธารณสุขหลักต้องเผชิญกับภาวะล่มสลายในช่วงที่มียอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงสุด61

10. ระบาดวิทยาและผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อม: การบริหารจัดการขยะติดเชื้อ

การขยายตัวของการใช้งานชุดตรวจ ATK ภายในภาคครัวเรือน ร้านค้า และโรงเรียนในปริมาณหลายสิบล้านชุดต่อเดือน ก่อให้เกิดวิกฤตซ้อนทับด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข นั่นคือการจัดการมวลขยะติดเชื้อ (Infectious Waste) ขยะที่ผ่านการใช้งานและปนเปื้อนสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำลาย น้ำมูก หรือเลือด ถือเป็นวัสดุชีวภาพที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นแหล่งเพาะและกระจายเชื้อโรคสู่สิ่งแวดล้อม พนักงานเก็บขยะเทศบาล และชุมชนโดยรอบ หากไม่ได้รับการกำจัดด้วยวิธีและกระบวนการที่ถูกต้อง67

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับภาควิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ได้ตระหนักถึงปัญหาขยะติดเชื้อล้นเมือง จึงได้ออกประกาศและข้อแนะนำแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการจัดการขยะชุดตรวจ ATK ที่ใช้แล้วสำหรับประชาชนทั่วไป โดยมีกระบวนการทิ้งขยะติดเชื้อที่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล ประกอบด้วยกระบวนการคัดแยก ทำลายเชื้อ บรรจุ และระบุสัญลักษณ์ ดังนี้67:

การคัดแยกขยะ (Waste Segregation): ประชาชนต้องแยกขยะออกเป็น 2 ประเภทอย่างเด็ดขาด ส่วนที่ไม่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น กล่องบรรจุภัณฑ์กระดาษ เอกสารคู่มือการใช้งาน หรือถุงพลาสติกห่อหุ้มภายนอก สามารถนำไปทิ้งรวมกับถังขยะมูลฝอยทั่วไปหรือขยะรีไซเคิลได้ ส่วนขยะที่สัมผัสกับสารคัดหลั่งโดยตรง เช่น ไม้พันสำลี (Swab) ตลับทดสอบพลาสติก (Cassette) หลอดผสมน้ำยา และหลอดดูดน้ำลาย ต้องจัดเป็นขยะติดเชื้อทั้งหมด ไม่ว่าผลการทดสอบจะออกมาเป็นบวกหรือลบก็ตาม (เนื่องจากผลลบอาจเป็นผลลบลวงที่ยังมีไวรัสแฝงอยู่ หรืออาจมีเชื้อก่อโรคชนิดอื่นปะปน)67

การฆ่าเชื้อและทำลายสารชีวภาพเบื้องต้น (Chemical Disinfection): ก่อนทำการทิ้ง ต้องทำลายเชื้อโรคบนอุปกรณ์ด้วยสารเคมีที่มีฤทธิ์ทำลายโปรตีนหรือเยื่อหุ้มเซลล์ของไวรัส โดยสามารถใช้ของใช้ในครัวเรือน เช่น เทผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน น้ำยาฟอกขาว (เช่น สารโซเดียมไฮโปคลอไรท์ความเข้มข้น 5,000 ppm หรือผสมไฮเตอร์กับน้ำในอัตราส่วน 1:10) หรือใช้แอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นร้อยละ 70 ราดหรือฉีดพ่นลงในหลอดน้ำยาและบนตลับทดสอบโดยตรง49

การบรรจุภัณฑ์แบบซ้อนสองชั้น (Double Bagging): นำอุปกรณ์ที่ได้รับการฆ่าเชื้อแล้วทั้งหมดใส่ลงในถุงพลาสติกใบที่หนึ่ง มัดปากถุงให้แน่นสนิทเพื่อป้องกันของเหลวรั่วซึม และฉีดพ่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณปากถุง จากนั้นนำถุงใบแรกไปซ้อนใส่ในถุงขยะใบที่สอง แล้วมัดปากถุงใบที่สองให้แน่นสนิทอีกครั้ง กระบวนการนี้ช่วยป้องกันการฉีกขาดจากแรงกระแทกระหว่างการขนส่ง67

การระบุสัญลักษณ์และการจัดเก็บ (Labeling and Conveyance): หากมีถุงขยะสีแดง (ถังขยะติดเชื้อ) ควรเลือกใช้เป็นอันดับแรก แต่หากใช้ถุงพลาสติกทั่วไป ต้องเขียนระบุด้วยปากกาหมึกถาวรที่หน้าถุงอย่างชัดเจนว่า “ขยะติดเชื้อ” หรือ “ชุดตรวจโควิด” เพื่อเป็นการแจ้งเตือนพนักงานเก็บขยะ จากนั้นให้นำไปทิ้งรวมในจุดพักขยะติดเชื้อที่ชุมชนหรือหน่วยงานจัดเตรียมไว้ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่น ส่งรถขนส่งขยะติดเชื้อที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว (ตัวถังปิดทึบทำความสะอาดง่าย) มารับไปกำจัดด้วยวิธีการเผาทำลายในเตาเผาขยะติดเชื้อที่มีความร้อนสูงตามมาตรฐานการจัดการของเสียทางการแพทย์ต่อไป49

11. บทสรุป

นวัตกรรมชุดตรวจแอนติเจนแบบน้ำลาย (Saliva ATK) ได้พิสูจน์ให้ประจักษ์ถึงศักยภาพที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในฐานะเครื่องมือทางระบาดวิทยาชิ้นสำคัญ ทั้งในการรับมือกับภาวะวิกฤตการระบาดใหญ่ของ SARS-CoV-2 และการบริหารจัดการโรคระบบทางเดินหายใจแบบบูรณาการในยุคหลังโควิด ความสะดวกสบาย การลดความเจ็บปวดจากการเก็บตัวอย่าง และการทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติที่ไม่ต้องพึ่งพาบุคลากรทางการแพทย์อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ชุดตรวจนวัตกรรมนี้สามารถเข้าถึงกลุ่มประชากรเปราะบาง เช่น เด็กเล็กและผู้สูงอายุ ได้อย่างทั่วถึงและมีมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้น

แม้เทคโนโลยีนี้จะมีความท้าทายในเชิงโครงสร้างทางชีวเคมีที่ต้องเผชิญหน้า เช่น ค่าความหนืดของน้ำลาย การยับยั้งจากเอนไซม์ หรือความเสี่ยงจากการแปรผันของสภาวะความเป็นกรดด่างที่อาจทำให้เกิดผลการประเมินคลาดเคลื่อน แต่พัฒนาการทางวิศวกรรมวัสดุและเคมีวิเคราะห์ชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารละลายบัฟเฟอร์แบบพิเศษ นวัตกรรมโครงสร้างชะลอการไหลระดับไมโคร (d-LFIA) และระบบเซนเซอร์เคมีไฟฟ้า (eATK) ล้วนเป็นคำตอบแห่งยุคสมัยที่ช่วยลดช่องว่างด้านขีดจำกัดความไวของการประเมินได้เป็นอย่างดี ตลอดจนความเข้าใจที่ลึกซึ้งในพลศาสตร์และกลไกการแพร่กระจายของไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอน ยังเน้นย้ำถึงข้อได้เปรียบและความเหนือกว่าในเชิงระยะเวลาการตรวจจับของตัวอย่างจากน้ำลายในช่วงแรกของการติดเชื้อ เมื่อเทียบกับการกวาดโพรงจมูกแบบดั้งเดิม

ในท้ายที่สุด การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีชีวภาพและเครื่องมือแพทย์ขนาดเล็ก เข้ากับนโยบายของรัฐเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการกระจายอุปกรณ์ระดับประเทศ การเชื่อมต่อข้อมูลกับแอปพลิเคชันดิจิทัล การบูรณาการร้านขายยาชุมชนเข้าสู่ระบบการรักษา และการสร้างความตระหนักรู้ด้านการจัดการขยะติดเชื้ออย่างรับผิดชอบ จะเป็นโมเดลต้นแบบด้านสาธารณสุขเชิงป้องกันและการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา ที่สามารถนำไปประยุกต์และปรับใช้กับการต่อกรกับภัยคุกคามจากโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ (Emerging Infectious Diseases) ในอนาคตได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

ผลงานที่อ้างอิง

1. The Sensitivity and Costs of Testing for SARS-CoV-2 Infection With Saliva Versus Nasopharyngeal Swabs: A Systematic Review and Meta-analysis – ACP Journals

2. Performance of Saliva, Oropharyngeal Swabs, and Nasal Swabs for SARS-CoV-2 Molecular Detection: A Systematic Review and Meta-analysis | medRxiv

3. How the SARS-CoV-2 EUA Antigen Tests Work – ASM

4. วิธีเลือกซื้อ ATK ให้ได้คุณภาพ ซื้อแบบตรวจน้ำลาย Vs แยงจมูกอันไหนดีกว่ากัน? – Allwell Healthcare

5. ชุดตรวจ ATK แบบแยงจมูก และ แบบน้ำลาย ต่างกันยังไง ใช้แบบไหนดีกว่า? – Wongnai

6. ตรวจ atk แบบน้ำลาย วิธีง่ายๆ ที่พ่อแม่ต้องรู้ – Amarin Baby & Kids

7. Validation of a Saliva-Based Test for the Molecular Diagnosis of SARS-CoV-2 Infection

8. Considerations for the use of saliva as sample material for COVID-19 testing – ECDC

9. Saliva Has High Sensitivity and Specificity for Detecting SARS-CoV-2 Compared to Nasal Swabs but Exhibits Different Viral Dynamics from Days of Symptom Onset – PMC

10. Electrochemical lateral-flow device for rapid COVID-19 antigen-diagnostic testing – PMC

11. Eliminating viscosity bias in lateral flow tests – PMC – NIH

12. Research on the Flow Characteristics and Reaction Mechanisms of Lateral Flow Immunoassay under Non-Uniform Flow – MDPI

13. One-Step Label-Free Electrochemical Lateral Flow Immunosensor for SARS-CoV‑2 Antigen Detection | ACS Measurement Science Au

14. A novel delayed lateral flow immunoassay for enhanced detection of SARS-CoV-2 spike antigen – PMC

15. Lateral Flow Immunoassay | Encyclopedia MDPI

16. Lateral Flow Immunoassays for Detecting Viral Infectious Antigens and Antibodies – PMC

17. (PDF) Eliminating viscosity bias in lateral flow tests – ResearchGate

18. Variability of Saliva Viscosity – Potential Impact – IntechOpen

19. Investigation of discordant SARS-CoV-2 RT-PCR results using minimally processed saliva

20. Generation of False-Positive SARS-CoV-2 Antigen Results with Testing Conditions outside Manufacturer Recommendations: A Scientific Approach to Pandemic Misinformation | Microbiology Spectrum – ASM Journals

21. Smartphone based lateral flow immunoassay quantifications – ResearchGate

22. Salivary SARS-CoV-2 RNA for diagnosis of COVID-19 patients: A systematic review and meta-analysis of diagnostic accuracy – PMC

23. Screening for SARS-CoV-2 by RT-PCR: saliva or nasopharyngeal swab? Systematic review and meta

24. Evidence check: Sample types and collection for COVID-19 diagnostic tests

25. Saliva is Comparable to Nasopharyngeal Swabs for Molecular Detection of SARS-CoV-2 | Microbiology Spectrum – ASM Journals

26. Omicron (B.1.1.529) SARS-CoV-2 viral load among nasopharyngeal and oral samples compared to other variants of concern and impact on diagnostic testing strategy – PMC

27. Saliva Has High Sensitivity and Specificity for Detecting SARS-CoV-2 Compared to Nasal Swabs but Exhibits Different Viral Dynamics from Days of Symptom Onset – ResearchGate

28. Improved oral detection is a characteristic of Omicron infection and has implications for clinical sampling and tissue tropism – PubMed

29. Investigating the Sensitivity of Nasal or Throat Swabs: Combination of Both Swabs Increases the Sensitivity of SARS-CoV-2 Rapid Antigen Tests – PMC

30. Detection of SARS-CoV-2 in Saliva and Nasopharyngeal Swabs According to Viral Variants – PMC

31. Comparison of SARS-CoV-2 Detection in Nasopharyngeal Swab and Saliva Samples from Patients Infected with Omicron Variant – PMC

32. Diagnostic Sensitivity of Saliva and Other Respiratory Tract Samples of SARS-CoV-2 Variants in Patients with COVID-19 – PMC

33. จะตรวจโควิด ไข้หวัดใหญ่ หรือ RSV เช็กง่าย ๆ ด้วย ATK

34. 5 ชุดตรวจ ATK รู้ผลเร็ว แม่นยำ เช็คเลย! – OFM Blog

35. ชุดตรวจ ATK:Bettercare COVID-19/Influenza (A+B)/RSV – Bettercarethailand

36. เทสซีแลป ชุดตรวจไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A และ B + Covid 19 + RSV

37. GICA ชุดตรวจโควิด ATK และชุดตรวจไข้หวัดใหญ่ A,B และชุดตรวจ RSV กล่อง 1 ชุด – ALL Online

38. ATK ชุด ตรวจ โค วิด-19 / FLU A+B / RSV / สาร เสพ ติด

39. ช้อป rsv ชุดตรวจไข้หวัดใหญ่และโควิด ง่าย ๆ บน Shopee | ส.ค. 2026

40. ชุดตรวจ ATK | AllOnline – 7-11

41. เทสซีแลป ชุดตรวจไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A และ B + Covid 19 + RSV

42. เทสซีแลป ชุดตรวจไข้หวัดใหญ่ AB + โควิด19 + RSV | Lotus’s Shop Online โลตัส ช้อปออนไลน์

43. คาแนะนา การตรวจทางห้องปฏิบัติการ สาหรับไวรัสก่อโรคโควิด-19 (SARS-CoV-2) – กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

44. อย.ยันไม่ล็อกสเปกดีล “ATK” 8.5 ล้านชุด-ผ่านรับรองมาตรฐานโลก | Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอส

45. อย.แจง ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนชุดตรวจ ATK แบบอม – กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค

46. การตรวจ ATK แบบน้ำลายหาเชื้อ Covid-19 มีประสิทธิภาพแค่ใหน? – ยะลา

47. ตรวจ ATK น้ำลายยังไง? สิ่งที่ควรรู้ก่อนใช้ชุดตรวจ ATK แบบน้ำลาย – GPOPLANETองค์การเภสัชกรรม

48. การตรวจ ATK แบบน้ำลาย คืออะไร และข้อควรรู้

49. วิธีตรวจ ATK แบบน้ำลาย หาเชื้อโควิด-19 ด้วยตัวเอง | เอินเวย์ – Enwei

50. อาเซียนใช้ชุดตรวจ ATK ยี่ห้ออะไร – ThaiPublica

51. รายชื่อชุดตรวจโควิดล่าสุด ที่ได้รับอนุญาตจาก อย.แล้ว Update 7/11/2021 – Thai-safetywiki.com

52. 13 อันดับ ชุดตรวจ ATK ยี่ห้อไหนดี รู้ผลเร็ว ตรวจได้แม่นยำ เช็คเลย! – Shopee Thailand

53. รวมลิสต์ชุดตรวจ ATK ที่ผ่านการอนุญาตและรับรองจาก อย. – Wongnai

54. ไอเทมที่มีทุกบ้าน ! รวม 7 ชุดตรวจ ATK ยี่ห้อไหนดี มีอย.รับรอง | ปันโปร – Punpromotion

55. ชุดตรวจ ATK test kit ยี่ห้อไหนดี ที่คนนิยมใช้ มีอย. ตรวจไว ให้ผลแม่นยำ! – OFM Blog

56. ช้อป ชุดตรวจ Atk น้ำลาย Gica ออนไลน์ในราคาที่ดีกว่า – Lazada

57. ชุดตรวจ ATK แบบน้ำลาย ควรตรวจตอนไหน-TelePharmacist – YouTube

58. รีวิวประสบการณ์ตรวจโควิดจากน้ำลาย ทำยังไง มีขั้นตอนอะไรบ้าง? – HDmall Blog

59. หมอแนะตรวจ ATK ให้เด็กเรียน on-site เลือกใช้แบบน้ำลาย-swab จมูก – Thai PBS

60. 4 ข้อปฏิบัติ การใช้ชุดตรวจ ATK ในนักเรียน กรณีจำเป็น – อนามัยมีเดีย

61. แจกชุดตรวจโควิดฟรี 8.5 ล้านชุด ให้ประชาชนทั่วประเทศ โดย สปสช. – iTAX media

62. สปสช. เตรียมประสานร้านขายยาแจกชุดตรวจ ATK หวังต่อยอดเป็นจุดกระจายยารักษาโควิดต่อไป

63. “ณุศาศิริ” เดินหน้านำเข้า “เล่อปู๋” 8.5 ล้านชุด ขายประชาชนชิ้นละ 75 บาท – ThaiPublica

64. สปสช.เตรียมแผนกระจายชุดตรวจ ATK แจกประชาชนกลุ่มเสี่ยงพื้นที่สีแดงก่อน ขอรับได้คนละ 2 ชุดที่คลินิก-ร้านขายยา | TheCoverage

65. สปสช.เชิญไปรับชุดตรวจโควิด-19ที่ร้านยาคนละ2ชุด – อปท.นิวส์ : ท้องถิ่นมั่งคั่ง ประเทศมั่นคง

66. เปิดวิธีรับชุดตรวจ ATK 8.5 ล้านชุดผ่านร้านยา ต้องประเมินความเสี่ยง ผ่านแอปเป๋าตัง ก่อนไปรับแจก

67. กรมอนามัย แนะ ชุดตรวจ ATK ไม่ควรทิ้งถังขยะทันที ให้แยกประเภท กำจัดอย่างถูกวิธี

68. ATK เป็นขยะติดเชื้อ แนะกำจัดอย่างถูกวิธี ลดเสี่ยงโควิด-19

69. กรมอนามัย แนะวิธีทิ้ง ATK ที่ถูกต้อง (7 มี.ค. 65) – YouTube

70. หน้ากากอนามัยใช้แล้ว การกำจัดขยะติดเชื้อที่ต้องจัดการให้ถูกวิธี จุฬาฯ วอนทุกฝ่ายร่วมมือ

71. ชุดตรวจ ATK “แยก – ทิ้ง” ถูกวิธี ลดการแพร่กระจายเชื้อโรค – กรมอนามัย – กระทรวงสาธารณสุข