
ข้อมูลเบื้องต้นและหลักการใช้ยาลดไข้สำหรับเด็ก
ยาลดไข้เด็ก คือตัวยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางเพื่อช่วยปรับลดอุณหภูมิของร่างกายที่พุ่งสูงขึ้นให้กลับสู่ภาวะปกติ ตัวยาที่นิยมใช้และปลอดภัยคือ พาราเซตามอล (Paracetamol) และ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ยาประเภทนี้เหมาะสำหรับเด็กทารก เด็กเล็ก และเด็กโตที่มีอุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือมีอาการซึม ร้องงอแง และไม่สบายตัวจากพิษไข้
การให้ยาสามารถทำได้ทันทีเมื่อสังเกตพบว่าเด็กมีไข้สูง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่เด็กมักจะมีไข้สูงกว่าปกติ เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดความเสี่ยงในการเกิด อาการชักจากไข้สูงในเด็กเล็ก ซึ่งสามารถป้อนยาได้เองที่บ้านเพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนพาไปพบแพทย์ หรือใช้ในสถานพยาบาลภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์
เป้าหมายหลักของการใช้ยาไม่ใช่เพียงแค่ทำให้ตัวเย็นลง แต่คือการช่วยลดความตึงเครียดของร่างกาย ทำให้เด็กสามารถนอนหลับพักผ่อนและฟื้นตัวจากอาการป่วยได้ดีขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้ยาคือ ต้องคำนวณขนาดยาตามน้ำหนักตัวของเด็กเสมอ (ตัวอย่างเช่น พาราเซตามอล 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) และเว้นระยะห่างทุกๆ 4-6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบจากการได้รับยาเกินขนาด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับยาลดไข้เด็ก
-
ไข้ระดับไหนถึงควรเริ่มป้อนยาลดไข้?
ตอบ: ควรเริ่มป้อนยาเมื่อวัดอุณหภูมิทางรักแร้หรือทางหูแล้วพบว่าสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส หากวัดได้ 37.5 – 38.4 องศาเซลเซียส ถือว่ามีไข้ต่ำ ให้ป้อนยาพาราเซตามอลร่วมกับการเช็ดตัว หากสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ถือว่ามีไข้สูง ควรเช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธีและอาจปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยาไอบูโพรเฟน -
ยาพาราเซตามอล กับ ไอบูโพรเฟน ต่างกันอย่างไร?
ตอบ: พาราเซตามอล เป็นยาลดไข้แก้ปวดที่ปลอดภัยและใช้เป็นตัวเลือกแรก สามารถใช้ได้ในเด็กเล็ก ส่วน ไอบูโพรเฟน เป็นยาในกลุ่ม NSAIDs มีฤทธิ์ลดไข้สูงและต้านการอักเสบได้ดีกว่า แต่ ข้อควรระวังคือห้ามใช้เด็ดขาดหากสงสัยว่าเด็กเป็นไข้เลือดออก เพราะจะทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารและเป็นอันตรายถึงชีวิต -
หากลูกอาเจียนหลังกินยา ต้องป้อนซ้ำหรือไม่?
ตอบ: หากเด็กอาเจียนออกมาทันทีหรือภายใน 15-30 นาทีหลังป้อนยา ให้ป้อนยาซ้ำในขนาดเท่าเดิมได้เลย แต่หากผ่านไปแล้วเกิน 30 นาทีถึงอาเจียน ไม่ต้องป้อนซ้ำ เพราะยาส่วนใหญ่ถูกดูดซึมไปแล้ว ให้รอทานอีกทีในมื้อถัดไป -
เช็ดตัวอย่างเดียวโดยไม่กินยาได้ไหม?
ตอบ: ได้ หากเด็กมีไข้ต่ำๆ และยังร่าเริงดี การเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่น (ย้อนรูขุมขน) ช่วยระบายความร้อนได้ดีมาก แต่หากเด็กมีอาการซึมและไข้สูง ควรทำควบคู่กันทั้งการเช็ดตัวและการป้อนยา
แบรนด์ยาลดไข้เด็กที่มีจำหน่ายในไทยและต่างประเทศ
ในท้องตลาดทั้งในประเทศไทยและระดับสากล มีแบรนด์ที่ผลิตยาลดไข้สำหรับเด็กที่ได้รับมาตรฐานมากมาย แบ่งตามตัวยาดังนี้:
- กลุ่มพาราเซตามอล: ซาร่า (Sara), เทมปร้า (Tempra), ไทลินอล (Tylenol), คาลพอล (Calpol), พานาดอล (Panadol – นิยมในต่างประเทศ)
- กลุ่มไอบูโพรเฟน: นิวโรเฟน (Nurofen), บรูเฟน (Brufen), ไอ-โปรเฟน (I-profen), แอดวิล (Advil – นิยมในต่างประเทศ), มอทริน (Motrin – นิยมในต่างประเทศ)
ช่องทางการจัดซื้อ และคำแนะนำว่าจะซื้อยี่ห้อไหนดี
สำหรับใครที่กำลังมองหาว่าจะซื้อยาลดไข้ให้ลูกน้อยที่ไหนดี สามารถเดินเข้าไปหาซื้อได้ตามร้านขายยาแผนปัจจุบันที่มีเภสัชกรประจำร้าน คลินิกเด็ก โรงพยาบาล หรือร้านสะดวกซื้อบางสาขาที่มีตู้ยาสามัญประจำบ้าน
ส่วนคำถามที่ว่าซื้อยี่ห้อไหนดี เอาจริงๆ คือตัวยาสำคัญมันเหมือนกันครับ ถ้าเป็นพาราเซตามอล แบรนด์ไหนก็ออกฤทธิ์ลดไข้ได้เท่ากันหมด แต่ทริคในการเลือกคือ ให้เลือกรสชาติที่ลูกชอบ เพราะยาเด็กแต่ละยี่ห้อจะแต่งกลิ่นและรสไม่เหมือนกัน บางยี่ห้อรสส้ม รสสตรอเบอร์รี่ รสองุ่น หรือรสผลไม้รวม ถ้าเราเลือกกลิ่นที่ลูกถูกใจ จะช่วยให้ป้อนยาง่ายขึ้นมาก ลูกไม่พ่นทิ้ง นอกจากนี้สำหรับทารกควรเลือกรูปแบบ ยาหยด (Drop) เพราะมีความเข้มข้นสูง ใช้ปริมาณน้อย ป้อนง่าย ส่วนเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยให้ใช้แบบ น้ำเชื่อม (Syrup) ครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือตอนไปซื้อ ให้บอกน้ำหนักตัวลูกกับเภสัชกรด้วยทุกครั้ง เพื่อให้เภสัชกรช่วยคำนวณและแนะนำไซริงค์หรือถ้วยตวงยาที่เหมาะสมให้ครับ
แหล่งอ้างอิง
-
Fever and Antipyretic Use in Children (Pediatrics, American Academy of Pediatrics)
-
ความรู้เรื่องยาลดไข้ในเด็ก – คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
สำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นใจก่อนเลือกซื้อ เราได้รวบรวม บทความวิจัยเชิงลึก มาเป็นคู่มือให้คุณ หมวดหมู่นี้ตอบโจทย์คนรัก สุขภาพ โดยเฉพาะ ช่วยแนะนำเทคนิคการจัดเตรียม ยาสามัญประจำบ้าน อย่างถูกวิธี พร้อมอัปเดตข้อมูลใหม่ๆ ให้รู้ทันก่อนใคร เพื่อนำไปค้นหาต่อได้ทันทีว่ายาแบรนด์ไหนที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และปลอดภัยที่สุด






